สัปดาห์นี้ขอนำเสนอคำว่า ผมหงอก น้องๆ รู้หรือเปล่าคะ ว่าทำไมคนเราต้องมีผมหงอก แถมบางคนไม่ได้มีตอนอายุเยอะๆ แต่พอเข้าสู่วัยโจ๋ วัยรุ่นก็มีแล้ว
ความรู้จาก วารสาร อพวช. สื่อเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน อธิบายไว้ว่า ผมหงอกมี 2 ลักษณะ อย่างแรกคือ หงอกตามวัย อย่างที่ 2 คือ หงอกก่อนวัยอันควร การเกิดผมหงอกเกิดจากเซลล์ร่างกายที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่คอยผลิตเม็ดสีที่โคนรากผม เสื่อมสภาพ ไม่สร้างเม็ดสี หรือ Pigment ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทา โดยปกติมักจะเกิดขึ้นตามวัยที่สูงอายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันมักพบการหงอกก่อนวัยมากขึ้น สาเหตุมาจากพันธุกรรม ได้รับการถ่ายทอดยีนผมหงอกมาจากพ่อหรือแม่ที่มีผมหงอกก่อนวัย ลูกมีสิทธิ์ผมหงอกตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เช่นกัน
อีกสาเหตุ คือ ภาวะความเครียดนานๆ สะสมมากๆ เข้าเช่น กรำงานหนัก คิดมาก ร่างกายพักผ่อนน้อย ทำให้หงอกก่อนวัยได้ หรือแม้แต่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ส่งผลให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้ผมหงอกก่อนวัยได้
สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่อายุยังน้อยก็ทำให้มีผมหงอกไวกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้บุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายแก่เร็ว และบางคนอาจเกิดจากการแพ้สารเคมี เช่น แชมพูสระผม Ni
De
Ha
Ko
Ko
To
Da
ครีมเปลี่ยนสีผม หรือแม้แต่ยาบางชนิด ที่เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ หรือนานวันเข้า ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ผมหงอกก่อนวัยอันควรได้
วิธีแก้ การย้อมสีผม ปิดผมขาวนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ น้องๆ ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ได้แก่ วิตามินเอ พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีส้ม และสีเหลือง
วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช
แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง พบมากในเนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช และโปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ เป็นต้น
ผักกาดหัว (ไช้เท้า) แก้ปวดหัว
ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...
ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้
ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ
สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน
เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน
โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)
tiparpawinna
Wednesday, August 12, 2015
หลากหลายคำถามเกี่ยวกับคอลลาเจน
ในยุคนี้เรื่องของความสวย ความหล่อ ความงาม เป็นเรื่องที่สนใจและปรารถนาของประชากรจำนวนมากทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากเครื่องบำรุงผิวและเครื่องสำอางของผู้ชายที่มีให้เห็นมาก ขึ้นทุกวันในท้องตลาด นอกจากสารพันผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ สำหรับความงามก็มีอยู่อย่างแพร่หลายเช่นกัน ส่วนใหญ่มักโฆษณาเกินจริง ในบรรดาสารที่นำมาใช้ในอาหารเพื่อสุขภาพผิวพรรณนั้น คอลลาเจนนับว่าถูกกล่าวขวัญถึงมาก และมีคำถามเข้ามาที่ทำงานของผู้เขียนเป็นประจำ ในฉบับนี้เราจึงจะมาไขข้อข้องใจ ตอบปัญหาเกี่ยวกับคอลลาเจนกัน
“คอลลาเจน” คืออะไร
คอลลาเจน ( Collagen ) มาจากคำในภาษากรีก ‘kolla’ ที่แปลว่า ‘กาว’ คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่ง มีมากที่สุดในร่างกายคนเมื่อคิดเทียบกับน้ำหนักตัว โดยมีอยู่ร้อยละ 25-30 ของน้ำหนัก จัดเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำและมีลักษณะเป็นเส้นใย องค์ประกอบที่โดดเด่นแตกต่างจากโปรตีนชนิดอื่น คือในโมเลกุลของคอลลาเจนจะมีกรดอะมิโน 3 ชนิด ต่อไปนี้อยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ไกลซีน (Glycine) โพรลีน (Proline) และไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxyproline) องค์ประกอบดังกล่าวทำให้สายโปรตีนของคอลลาเจนมีโครงสร้างที่สามารถเกาะกัน เป็น ‘เกลียวสาม’ (Triple Helix) คือสายโปรตีน 3 สายมาเกาะกันแล้วบิดเป็นเกลียว (ลองนึกถึงภาพไหมพรมชนิด 3 เส้น-3 ply) เกลียวสามเหล่านั้นเรียงตัวประสานากันเกิดเป็นเส้นใยของคอลลาเจน
คอลลาเจนในร่างกายมาจากไหน
ร่างกายของคนเราสร้างคอลลาเจนขึ้นได้เองจากกรดอะมิโนที่เราได้รับโดยการ รับประทานอาหารโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจากสัตว์ทั้งหลาย ขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มจากภายเซลล์สร้างเป็นสายยาวของโปรตีนเกลียว สามที่เรียกว่า “โปรคอลลาเจน (Procollagen)” จากนั้นขั้นตอนที่สำคัญคือการปรับแต่งโปรคอลลาเจนให้กลายเป็นคอลลาเจนที่ สมบูรณ์ และสามารถประสานเป็นเส้นใยได้ ขั้นตอนนี้มีผู้ช่วยที่จำเป็นคือ วิตามินซี ถ้าขาดโปรคอลลาเจนก็จะค่อยๆสลายตัวไป
หน้าที่ของคอลลาเจน
ด้วยคุณสมบัติของเส้นใย คอลลาเจนจึงมีหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เนื้อเยื่อนานาชนิดในร่างกาย ได้แก่ ผิวหนัง หลอดเลือด กระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยึดเหนี่ยกล้ามเนื้อและอวัยวะ จากการที่คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง พบได้ในชั้นผิวหนังแท้และช่วยทำให้ผิวหนังเรียบตึง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดคอลลาเจนจึงเป็นที่สนใจในแง่ของการชะลอ ริ้วรอย เสริมความงาม ประเด็นที่ทุกคนกลัวกันที่สุดก็คือ การที่คอลลาเจนในผิวหนังของเราจะค่อยๆสลายไปตามธรรมชาติ ด้วยอัตราประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี เมื่ออายุเริ่มเกิน 25 ขึ้นไป ทำให้ชั้นผิวหนังที่เคยเรียบตึงเริ่มเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยที่เหมือนถูกเจ้า นกสีดำเหยียบย้ำไว้ทั่ว นอกจากนี้มลภาวะเป็นพิษ แสงแดดจัดและปัจจัยอื่นในสภาวะแวดล้อม ยังช่วยเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสลายมากขึ้นด้วยเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรากินคอลลาเจนเข้าไป
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าคอลลาเจนมีอยู่ในอาหารโปรตีน เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานโปรตีนเป็นประจำ เราจะได้รับคอลลาเจนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะว่ากันในเชิงโภชนาการแล้ว คอลลาเจนจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างไม่ได้ไม่ครบถ้วนและไม่เพียงพอ An Wi Co To Co Bu Ko Up Up Dk Vi ถ้าเราได้รับโปรตีนในรูปแบบของคอลลาเจนเพียงชนิดเดียว เราก็จะเกิดอาการขาดโปรตีนได้ และส่งผลเสียต่อร่างกาย คราวนี้ถ้าเราจะพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับความงาม เมื่อกินคอลลาเจนเข้าไปไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร เสริม ต้องขอบอกก่อนว่าความหวังที่คอลลาเจนที่กินเข้าไปนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ ร่างกายแล้ววิ่งปรู๊ดตามกระแสเลือดไปปะเข้าที่รอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวเต่งตึงดังเดิมคงจะเป็นไปไม่ได้ คอลลาเจนไม่สามารถฝ่าด่านระบบย่อยอาหารในสภาพที่ไม่บบสลาย แต่จะถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนเช่นเดียวกับโปรตีนชนิดอื่นๆ จากนั้นกรดอะมิโนจึงถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เอาไว้เป็นตัวตั้งต้นสำหรับการสร้างโปรตีนใหม่ต่อไป จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า การกินคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวหนังเสื่อมสภาพตามวัยช้าลง
ในฐานะที่ผู้เขียนไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่เภสัชกร จึงขอสงวนสิทธิ์ไม่กล่าวถึงการใช้คอลลาเจนเสริมความงามในรูปแบบของการฉีดคอ ลลาเจนหรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนผสม เพราะไม่มีความรู้พอ ขอแจมด้วยนิดเดียวเท่านั้นว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กับใบหน้าที่เราสู้อุตส่าห์ทะนุถนอม จึงควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้รู้ดูก่อน
โดยทั่วไปเขาใช้คอลลาเจนทำอะไร
ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร คอลลาเจนจะถูกนำมาดัดแปลงด้วยปฏิกริยาเคมีให้ได้ผลผลิตคือเจลาติน (Gelatin) ซึ่งเราใช้ทำเยลลี่แบบที่กินเป็นของหวานหรือกินกับไอศกรีม คุณสมบัติของเยลลี่จากเจลาตินคือต้องแช่ตู้เย็นจึงจะแข็งตัว และต้องเก็บในตู้เย็นไม่อย่างนั้นจะละลาย นอกจากนี้เจลาตินยังใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่นๆ เพื่อเพิ่มความคงตัว เพื่อความข้นหนืดเป็นต้น และยังใช้ในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอางอีกด้วย ในทางการแพทย์มีการใช้คอลลาเจนในการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม ใช้ปลูกผิวหนังเทียมสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เช่นแผลไฟไหม้ ใช้ซ่อมสร้างกระดูก ฟันและงานอื่นๆ ด้านทันตกรรม การนำไปใช้ในทุกกรณีมีข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องของอาการแพ้ ตลอดจนแหล่งที่มาของคอลลาเจนว่าต้องมาจากสัตว์ที่ไม่เป็นโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปราศจากโรควัวบ้า
ความหมายของบัว 4 เหล่าตามนัยอรรถกถา
ดอกบัวพ้นน้ำ (อุคคฏิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
ดอกบัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป
ดอกบัวใต้น้ำ (เนยยะ) พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
ดอกบัวจมน้ำ (ปทปรมะ) พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน
“คอลลาเจน” คืออะไร
คอลลาเจน ( Collagen ) มาจากคำในภาษากรีก ‘kolla’ ที่แปลว่า ‘กาว’ คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่ง มีมากที่สุดในร่างกายคนเมื่อคิดเทียบกับน้ำหนักตัว โดยมีอยู่ร้อยละ 25-30 ของน้ำหนัก จัดเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำและมีลักษณะเป็นเส้นใย องค์ประกอบที่โดดเด่นแตกต่างจากโปรตีนชนิดอื่น คือในโมเลกุลของคอลลาเจนจะมีกรดอะมิโน 3 ชนิด ต่อไปนี้อยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ไกลซีน (Glycine) โพรลีน (Proline) และไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxyproline) องค์ประกอบดังกล่าวทำให้สายโปรตีนของคอลลาเจนมีโครงสร้างที่สามารถเกาะกัน เป็น ‘เกลียวสาม’ (Triple Helix) คือสายโปรตีน 3 สายมาเกาะกันแล้วบิดเป็นเกลียว (ลองนึกถึงภาพไหมพรมชนิด 3 เส้น-3 ply) เกลียวสามเหล่านั้นเรียงตัวประสานากันเกิดเป็นเส้นใยของคอลลาเจน
คอลลาเจนในร่างกายมาจากไหน
ร่างกายของคนเราสร้างคอลลาเจนขึ้นได้เองจากกรดอะมิโนที่เราได้รับโดยการ รับประทานอาหารโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจากสัตว์ทั้งหลาย ขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มจากภายเซลล์สร้างเป็นสายยาวของโปรตีนเกลียว สามที่เรียกว่า “โปรคอลลาเจน (Procollagen)” จากนั้นขั้นตอนที่สำคัญคือการปรับแต่งโปรคอลลาเจนให้กลายเป็นคอลลาเจนที่ สมบูรณ์ และสามารถประสานเป็นเส้นใยได้ ขั้นตอนนี้มีผู้ช่วยที่จำเป็นคือ วิตามินซี ถ้าขาดโปรคอลลาเจนก็จะค่อยๆสลายตัวไป
หน้าที่ของคอลลาเจน
ด้วยคุณสมบัติของเส้นใย คอลลาเจนจึงมีหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เนื้อเยื่อนานาชนิดในร่างกาย ได้แก่ ผิวหนัง หลอดเลือด กระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยึดเหนี่ยกล้ามเนื้อและอวัยวะ จากการที่คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง พบได้ในชั้นผิวหนังแท้และช่วยทำให้ผิวหนังเรียบตึง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดคอลลาเจนจึงเป็นที่สนใจในแง่ของการชะลอ ริ้วรอย เสริมความงาม ประเด็นที่ทุกคนกลัวกันที่สุดก็คือ การที่คอลลาเจนในผิวหนังของเราจะค่อยๆสลายไปตามธรรมชาติ ด้วยอัตราประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี เมื่ออายุเริ่มเกิน 25 ขึ้นไป ทำให้ชั้นผิวหนังที่เคยเรียบตึงเริ่มเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยที่เหมือนถูกเจ้า นกสีดำเหยียบย้ำไว้ทั่ว นอกจากนี้มลภาวะเป็นพิษ แสงแดดจัดและปัจจัยอื่นในสภาวะแวดล้อม ยังช่วยเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสลายมากขึ้นด้วยเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรากินคอลลาเจนเข้าไป
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าคอลลาเจนมีอยู่ในอาหารโปรตีน เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานโปรตีนเป็นประจำ เราจะได้รับคอลลาเจนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะว่ากันในเชิงโภชนาการแล้ว คอลลาเจนจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างไม่ได้ไม่ครบถ้วนและไม่เพียงพอ An Wi Co To Co Bu Ko Up Up Dk Vi ถ้าเราได้รับโปรตีนในรูปแบบของคอลลาเจนเพียงชนิดเดียว เราก็จะเกิดอาการขาดโปรตีนได้ และส่งผลเสียต่อร่างกาย คราวนี้ถ้าเราจะพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับความงาม เมื่อกินคอลลาเจนเข้าไปไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร เสริม ต้องขอบอกก่อนว่าความหวังที่คอลลาเจนที่กินเข้าไปนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ ร่างกายแล้ววิ่งปรู๊ดตามกระแสเลือดไปปะเข้าที่รอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวเต่งตึงดังเดิมคงจะเป็นไปไม่ได้ คอลลาเจนไม่สามารถฝ่าด่านระบบย่อยอาหารในสภาพที่ไม่บบสลาย แต่จะถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนเช่นเดียวกับโปรตีนชนิดอื่นๆ จากนั้นกรดอะมิโนจึงถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เอาไว้เป็นตัวตั้งต้นสำหรับการสร้างโปรตีนใหม่ต่อไป จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า การกินคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวหนังเสื่อมสภาพตามวัยช้าลง
ในฐานะที่ผู้เขียนไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่เภสัชกร จึงขอสงวนสิทธิ์ไม่กล่าวถึงการใช้คอลลาเจนเสริมความงามในรูปแบบของการฉีดคอ ลลาเจนหรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนผสม เพราะไม่มีความรู้พอ ขอแจมด้วยนิดเดียวเท่านั้นว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กับใบหน้าที่เราสู้อุตส่าห์ทะนุถนอม จึงควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้รู้ดูก่อน
โดยทั่วไปเขาใช้คอลลาเจนทำอะไร
ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร คอลลาเจนจะถูกนำมาดัดแปลงด้วยปฏิกริยาเคมีให้ได้ผลผลิตคือเจลาติน (Gelatin) ซึ่งเราใช้ทำเยลลี่แบบที่กินเป็นของหวานหรือกินกับไอศกรีม คุณสมบัติของเยลลี่จากเจลาตินคือต้องแช่ตู้เย็นจึงจะแข็งตัว และต้องเก็บในตู้เย็นไม่อย่างนั้นจะละลาย นอกจากนี้เจลาตินยังใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่นๆ เพื่อเพิ่มความคงตัว เพื่อความข้นหนืดเป็นต้น และยังใช้ในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอางอีกด้วย ในทางการแพทย์มีการใช้คอลลาเจนในการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม ใช้ปลูกผิวหนังเทียมสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เช่นแผลไฟไหม้ ใช้ซ่อมสร้างกระดูก ฟันและงานอื่นๆ ด้านทันตกรรม การนำไปใช้ในทุกกรณีมีข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องของอาการแพ้ ตลอดจนแหล่งที่มาของคอลลาเจนว่าต้องมาจากสัตว์ที่ไม่เป็นโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปราศจากโรควัวบ้า
ความหมายของบัว 4 เหล่าตามนัยอรรถกถา
ดอกบัวพ้นน้ำ (อุคคฏิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
ดอกบัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป
ดอกบัวใต้น้ำ (เนยยะ) พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
ดอกบัวจมน้ำ (ปทปรมะ) พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน
ห้ามใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็กแห่งญี่ปุ่น (Japan Pediatric Association) ออกมาเตือนว่า การใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็กอาจส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาจิตใจและร่างกายของเด็ก และจะเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาในเดือนหน้า เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่สอนความรู้ใหม่จากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการดูแลเด็กๆ
ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนทำให้มีการนำแอพพลิเคชั่น โดยพุ่งเป้ามาใช้กับเด็กเล็กมากชึ้น เช่น ภาพหนังสือ ปริศนา ซึ่งบางแอพมีการดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ปกครองบางคนให้สมาร์ทโฟนกับเด็กเพื่อใช้เล่นกับบางแอพหรือดูวีดิโอการ์ตูนและทิ้งไว้ตามลำพัง
นายฮิโรมิ อุตซูมิ ผู้อำนวยการบริหารสมาคม ได้ออกมาเตือนว่า การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและเด็กเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการพึ่งพาสมาร์ทโฟน เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาทางร่างกายและสมอง และยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทำงานของมือและการสัมผัสทั้ง 5
จากความกังวลดังกล่าวทางสมาคมจึงมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลี่ยงการโชว์สมาร์ทโฟนให้เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ หรือให้เด็กเล่นกับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินเล่น เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาจาก สถาบันการวิจัยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาบีเนส (Benesse Educational Research and Development Institute) ที่ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เผยว่า ร้อยละ60 ของคุณแม่ของเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนจำนวน 3,000 คนมีสมาร์ทโฟน และร้อยละ 80 ของคุณแม่เหล่านี้อยู่ในวัยไม่เกิน 29 ปีมีสมาร์ทโฟนใช้
ด้าน ทาคามิตซุ มัตสุไดระ ประธานสมาคมแห่งนี้ ได้กล่าวว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกตามลำพังมักใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แต่ตนต้องการให้ยึดเรื่องการสัมผัสและพูดคุยโดยตรงกับเด็กไว้เป็นสิ่งสำคัญ
คุมน้ำตาลเพื่อ ดวงตา
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถ้าไม่ อยากสูญเสียดวงตาไปเพราะโรคเบาหวาน ควรดูแลควบคุมน้ำตาลเสียแต่เนิ่นๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วย และคนที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรรู้
เพราะทุกวันนี้ โรคเรื้อรังดังกล่าวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และอันตรายอย่างหนึ่งสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานก็คือ อาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นจนถึงขั้นตาบอด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้
อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าปัจจุบัน พบผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 20 เป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในการดูแลตนเอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก และ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ Iv It Ca La Ip Ka Ki ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก ซึ่งในปี 2556 กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เบาหวานศิริราช จัดกิจกรรมรณรงค์งานวันเบาหวานโลกพร้อมกันทั่วประเทศ
สำหรับในปีนี้ได้กำหนดประเด็นรณรงค์ คือ การให้ความรู้และการป้องกันโรคเบาหวาน และได้กำหนดคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์ คือ พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน
ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ในศตวรรษที่ 21 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 371 ล้านคน และคาดว่าปี พ.ศ.2573 จะมีผู้ป่วยโรคเบาหวานถึง 500 ล้านคน สำหรับประเทศไทย ปี 2555 พบผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานทั้งหมด 7,749 คน หรือเฉลี่ยวันละ 22 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน 12.06 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 674,826 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน เท่ากับ 1,050.05 ต่อแสนประชากร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะสามารถใช้ชีวิตอยู่สังคมได้อย่างปกติหากได้รับ การรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักพบภาวะแทรกซ้อนตามระบบ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ หลอดเลือดสมอง และหัวใจ ตา ไต และเท้า ดังนั้นการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหา และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากโรคเบาหวาน จึงเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
จนเป็นเหตุ ให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญจาก โรคเบาหวานที่ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจคัดกรอง คือ โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสองรองจากต้อกระจก โดยเฉลี่ยพบว่าโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลา 15 ปีจะพบว่าเป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาได้ถึงร้อยละ 80 โดยผู้ป่วยประมาณร้อยละ 2 มีภาวะตาบอด และร้อยละ 10 เกิดการสูญเสียการมองเห็นขั้นรุนแรง เนื่องจากผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในจอตา
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้อง ได้รับการตรวจตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น ตามความรุนแรงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ที่สำคัญผู้ป่วยจะต้องควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมัน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
โรคเบาหวาน เข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสอง รองจากต้อกระจก
ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนทำให้มีการนำแอพพลิเคชั่น โดยพุ่งเป้ามาใช้กับเด็กเล็กมากชึ้น เช่น ภาพหนังสือ ปริศนา ซึ่งบางแอพมีการดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ปกครองบางคนให้สมาร์ทโฟนกับเด็กเพื่อใช้เล่นกับบางแอพหรือดูวีดิโอการ์ตูนและทิ้งไว้ตามลำพัง
นายฮิโรมิ อุตซูมิ ผู้อำนวยการบริหารสมาคม ได้ออกมาเตือนว่า การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและเด็กเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการพึ่งพาสมาร์ทโฟน เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาทางร่างกายและสมอง และยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทำงานของมือและการสัมผัสทั้ง 5
จากความกังวลดังกล่าวทางสมาคมจึงมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลี่ยงการโชว์สมาร์ทโฟนให้เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ หรือให้เด็กเล่นกับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินเล่น เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาจาก สถาบันการวิจัยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาบีเนส (Benesse Educational Research and Development Institute) ที่ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เผยว่า ร้อยละ60 ของคุณแม่ของเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนจำนวน 3,000 คนมีสมาร์ทโฟน และร้อยละ 80 ของคุณแม่เหล่านี้อยู่ในวัยไม่เกิน 29 ปีมีสมาร์ทโฟนใช้
ด้าน ทาคามิตซุ มัตสุไดระ ประธานสมาคมแห่งนี้ ได้กล่าวว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกตามลำพังมักใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แต่ตนต้องการให้ยึดเรื่องการสัมผัสและพูดคุยโดยตรงกับเด็กไว้เป็นสิ่งสำคัญ
คุมน้ำตาลเพื่อ ดวงตา
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถ้าไม่ อยากสูญเสียดวงตาไปเพราะโรคเบาหวาน ควรดูแลควบคุมน้ำตาลเสียแต่เนิ่นๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วย และคนที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรรู้
เพราะทุกวันนี้ โรคเรื้อรังดังกล่าวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และอันตรายอย่างหนึ่งสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานก็คือ อาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นจนถึงขั้นตาบอด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้
อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าปัจจุบัน พบผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 20 เป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในการดูแลตนเอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก และ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ Iv It Ca La Ip Ka Ki ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก ซึ่งในปี 2556 กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เบาหวานศิริราช จัดกิจกรรมรณรงค์งานวันเบาหวานโลกพร้อมกันทั่วประเทศ
สำหรับในปีนี้ได้กำหนดประเด็นรณรงค์ คือ การให้ความรู้และการป้องกันโรคเบาหวาน และได้กำหนดคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์ คือ พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน
ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ในศตวรรษที่ 21 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 371 ล้านคน และคาดว่าปี พ.ศ.2573 จะมีผู้ป่วยโรคเบาหวานถึง 500 ล้านคน สำหรับประเทศไทย ปี 2555 พบผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานทั้งหมด 7,749 คน หรือเฉลี่ยวันละ 22 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน 12.06 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 674,826 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน เท่ากับ 1,050.05 ต่อแสนประชากร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะสามารถใช้ชีวิตอยู่สังคมได้อย่างปกติหากได้รับ การรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักพบภาวะแทรกซ้อนตามระบบ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ หลอดเลือดสมอง และหัวใจ ตา ไต และเท้า ดังนั้นการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหา และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากโรคเบาหวาน จึงเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
จนเป็นเหตุ ให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญจาก โรคเบาหวานที่ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจคัดกรอง คือ โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสองรองจากต้อกระจก โดยเฉลี่ยพบว่าโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลา 15 ปีจะพบว่าเป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาได้ถึงร้อยละ 80 โดยผู้ป่วยประมาณร้อยละ 2 มีภาวะตาบอด และร้อยละ 10 เกิดการสูญเสียการมองเห็นขั้นรุนแรง เนื่องจากผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในจอตา
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้อง ได้รับการตรวจตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น ตามความรุนแรงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ที่สำคัญผู้ป่วยจะต้องควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมัน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
โรคเบาหวาน เข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสอง รองจากต้อกระจก
เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้
ร่างกายคนเรานั้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาครับ เพราะในร่างกายเรามีระบบและกลไกการทำงานต่าง ๆ มากมาย ที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างที่ใกล้ตัวซึ่งเราต้องใช้มันทุกวัน แต่อาจลืมนึกถึงก็คือระบบเสียง
เสียงนั้นมาจากไหน ทำไมเราจึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา เป็นประเด็นใกล้ตัวที่น่าสนใจ ผมจึงได้นำเรื่องราวมาพูดคุยในฉบับนี้ โดยได้รับข้อมูลความรู้ดี ๆ จาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมยศ คุณจักร หน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า คณะแพทย ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ ต้องอาศัยอวัยวะหลายส่วนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อที่ช่องอก, กล้ามเนื้อกระบังลม, ซี่โครง, ปอด, หลอดลม, สายเสียง, กล่องเสียง, ฝาปิดกล่องเสียง, หลอดคอ, ช่องคอหอย, ลิ้น, ฟัน, ริมฝีปาก และจมูก อวัยวะเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเสียงโดยทั้งสิ้นครับ
เมื่อลมออกมาจากปอด ผ่านหลอดลม ผ่านกล่องเสียง จะมีฝาปิดกล่องเสียงเปิด-ปิด เป็นจังหวะในความถี่ที่สูงมาก ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า บริเวณกล่องเสียงจะมีอวัยวะที่เรียกว่าสายเสียงอยู่ ซึ่งสายเสียงจะทำงานโดยอาศัยกล้ามเนื้ออย่างน้อย 5 คู่ ทำหน้าที่ในการทำให้สายเสียงนั้นตึง–หย่อน, หนา–บาง หรือเปิด–ปิด ทำให้เสียงของคนเราแต่ละคนนั้นมีความทุ้ม–แหลมแตกต่างกันไป...ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สายเสียงนี้ลักษณะก็เหมือนสายกีตาร์ โดยเส้นใหญ่จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำ ส่วนเส้นเล็กให้เสียงสูง-แหลม เมื่อใดก็ตามที่สายกีตาร์หย่อนเสียงก็จะทุ้ม–ต่ำ แต่ถ้าเราตั้งสายกีตาร์ให้มีความตึงมาก ๆ เสียงก็จะแหลมขึ้นสูงขึ้น สายเสียงของคนเราก็เช่นเดียวกัน ที่แน่นอนว่าสายเสียงของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเพศหญิงและเพศชาย ส่งผลให้โทนเสียงมีลักษณะแตกต่างกันด้วยครับ
สังเกตได้ว่าในวัยเด็กเสียงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยแตกหนุ่ม-สาว น้ำเสียงหรือโทนเสียงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติครับ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกล่องเสียงรวมถึงอวัยวะที่ก่อให้เกิดเสียงโดยรวม ส่งผลให้โทนเสียงเกิดการเปลี่ยนแปลง
แต่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะเสียงแหบแห้ง–เสียงหาย ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ไม่ว่าจะเป็นจากอาการหวัด, การใช้เสียงมาก ๆ และยังพบได้ว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุก็มักจะมีเสียงแหบพร่าและเสียงเปลี่ยนไปด้วย สาเหตุของเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน
1. เสียงแหบ-เสียงเปลี่ยน จากอาการหวัด เนื่องมาจากการอักเสบบริเวณกล่องเสียงหรือสายเสียง แม้จะเป็นการอักเสบเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลกระทบถึงคุณภาพเสียงเป็นอย่างมาก โชคดีที่รักษาไม่ยาก หรือถึงแม้ไม่รักษามันก็สามารถจะหายเองได้ และกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ครับ แต่ในกรณีที่ 2 อาทิตย์ผ่านไปแล้วยังไม่หาย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากหวัดจริงหรือไม่
2. เสียงเปลี่ยนในวัยสูงอายุ อันเนื่องมาจากสายเสียงเกิดการหย่อนตามสภาพของร่างกาย สายเสียงทั้งสองข้างจึงมาสบกันไม่สนิท ทำให้เสียงพร่า แหบแห้ง ไม่มีพลัง ซึ่งสามารถทำการรักษาได้โดยการฉีดสารเข้าไปที่สายเสียง ให้สายเสียงตึงและสบกันดีขึ้น เสียงก็จะดีขึ้น โดยสารที่ใช้ฉีดนั้นมีหลายชนิด ทั้งไขมัน, สารเติมเต็ม รวมถึงการฉีดสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด แต่ข้อเสียของการผ่าตัดคือคนไข้จะมีแผลบริเวณลำคอ ส่วนวิธีการฉีดนั้นคนไข้จะไม่มีบาดแผล
3.ตุ่มที่สายเสียง สำหรับอาชีพที่ต้องใช้เสียงอย่างมาก อย่างอาชีพครูและนักร้อง มักจะเกิดตุ่มบริเวณสายเสียง ซึ่งตุ่มนี้จะทำให้สายเสียงทั้ง 2 เส้นไม่สามารถเข้ามาชิดกันได้เป็นปกติ ทำให้เสียงแหบแห้งไป ตุ่มเหล่านี้เกิดมาจากการใช้อวัยวะในการออกเสียงทั้งหลายไม่ถูกต้อง ซึ่งตุ่มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดด้วยมีด หรือใช้เลเซอร์ตัดออก ช่วยให้เสียงกลับมาเป็นปกติได้
4. เนื้องอกบริเวณสายเสียง (ไม่ใช่มะเร็ง) โดยเนื้องอกดังกล่าวจะไปค้ำอยู่ระหว่างสายเสียงทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้เสียงแหบหรือเสียงหายไป คนไข้มักจะมีลักษณะของเสียงเหมือนเสียงหายใจ แต่ไม่มีเสียงเปล่งออกมา Da Mi Br Ip Do El Iv ซึ่งเนื้องอกดังกล่าวนี้สามารถรักษาได้เช่นเดียวกับตุ่มที่สายเสีย
5. มะเร็งที่สายเสียง และมะเร็งที่กล่องเสียง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบหายไป ในคนไข้รายที่มีความรุนแรงของโรคน้อยอาจผ่าตัดเอาเฉพาะสายเสียงออกเท่านั้น แต่ในกรณีมะเร็งลุกลามมาก ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออก อาจจะเอาออกเพียงบางส่วนหรือเอาออกทั้งหมดก็แล้วแต่ความรุนแรงของโรคของคนไข้แต่ละราย
นอกจากกรณีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเสียงเปลี่ยนได้อีก เช่น ในคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ก็จะส่งผลให้สายเสียงข้างหนึ่งไม่ทำงาน ทำให้เสียงแหบเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเสียงที่เปลี่ยนในกรณีนี้สามารถเกิดได้ทั้งแบบชั่วคราวคือสามารถกลับมาเป็นเหมือนปกติได้ แต่บางคนก็อาจเกิดเสียงเปลี่ยนอย่างถาวรไปได้
หรือในกรณีที่ผู้ชายได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น กรณีแปลงเพศ ก็อาจทำให้เสียงเปลี่ยนเป็นเสียงสูงได้เช่นกัน แต่ก็ไม่มาก และยังพบได้ในผู้ที่ทำการผ่าตัดไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดไปโดนเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงกล่องเสียง ทำให้สายเสียงไม่ทำงาน เสียงแหบ
นอกจากนี้ยังมีโรคบางโรคที่เกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมน เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้เสียงแหบพร่า และเบาต่ำลงได้เช่นกัน
ในส่วนของการรักษาด้วยการผ่าตัด หลายท่านอาจสงสัยว่าในกรณีใดควรเลือกใช้มีด หรือกรณีใดควรเลือกใช้เลเซอร์ เรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ขึ้นยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ใช้งานแต่ละท่าน แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกใช้มีด หากบริเวณที่ต้องการผ่าตัดอยู่ใกล้สายเสียง เพราะเลเซอร์นั้นมีความร้อน ถ้าพลาดไปโดนสายเสียง อาจทำให้เสียงแหบและหายไม่เป็นปกติ และหลังการผ่าตัดไม่ว่าด้วยวิธีใด คนไข้จำเป็นต้องงดการใช้เสียงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ครับ
ในกรณีแปลงเพศแล้วหากต้องการเปลี่ยนเสียงโดยจำเป็นกับอาชีพใหม่ ก็อาจปรึกษาดูได้เช่นกัน
ข้อมูลที่ผมนำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้หลาย ๆ ท่านตระหนักว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เสียงแหบแห้ง เสียงสูง-ต่ำ ผิดไปจากที่เคยเป็น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายได้ ยิ่งถ้าเสียงแหบนานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ ซึ่งแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือแพทย์หู คอ จมูก อย่าคิดว่าเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันอาจไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป.
ร่างกายคนเรานั้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาครับ เพราะในร่างกายเรามีระบบและกลไกการทำงานต่าง ๆ มากมาย ที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างที่ใกล้ตัวซึ่งเราต้องใช้มันทุกวัน แต่อาจลืมนึกถึงก็คือระบบเสียง
เสียงนั้นมาจากไหน ทำไมเราจึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา เป็นประเด็นใกล้ตัวที่น่าสนใจ ผมจึงได้นำเรื่องราวมาพูดคุยในฉบับนี้ โดยได้รับข้อมูลความรู้ดี ๆ จาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมยศ คุณจักร หน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า คณะแพทย ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ ต้องอาศัยอวัยวะหลายส่วนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อที่ช่องอก, กล้ามเนื้อกระบังลม, ซี่โครง, ปอด, หลอดลม, สายเสียง, กล่องเสียง, ฝาปิดกล่องเสียง, หลอดคอ, ช่องคอหอย, ลิ้น, ฟัน, ริมฝีปาก และจมูก อวัยวะเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเสียงโดยทั้งสิ้นครับ
เมื่อลมออกมาจากปอด ผ่านหลอดลม ผ่านกล่องเสียง จะมีฝาปิดกล่องเสียงเปิด-ปิด เป็นจังหวะในความถี่ที่สูงมาก ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า บริเวณกล่องเสียงจะมีอวัยวะที่เรียกว่าสายเสียงอยู่ ซึ่งสายเสียงจะทำงานโดยอาศัยกล้ามเนื้ออย่างน้อย 5 คู่ ทำหน้าที่ในการทำให้สายเสียงนั้นตึง–หย่อน, หนา–บาง หรือเปิด–ปิด ทำให้เสียงของคนเราแต่ละคนนั้นมีความทุ้ม–แหลมแตกต่างกันไป...ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สายเสียงนี้ลักษณะก็เหมือนสายกีตาร์ โดยเส้นใหญ่จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำ ส่วนเส้นเล็กให้เสียงสูง-แหลม เมื่อใดก็ตามที่สายกีตาร์หย่อนเสียงก็จะทุ้ม–ต่ำ แต่ถ้าเราตั้งสายกีตาร์ให้มีความตึงมาก ๆ เสียงก็จะแหลมขึ้นสูงขึ้น สายเสียงของคนเราก็เช่นเดียวกัน ที่แน่นอนว่าสายเสียงของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเพศหญิงและเพศชาย ส่งผลให้โทนเสียงมีลักษณะแตกต่างกันด้วยครับ
สังเกตได้ว่าในวัยเด็กเสียงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยแตกหนุ่ม-สาว น้ำเสียงหรือโทนเสียงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติครับ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกล่องเสียงรวมถึงอวัยวะที่ก่อให้เกิดเสียงโดยรวม ส่งผลให้โทนเสียงเกิดการเปลี่ยนแปลง
แต่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะเสียงแหบแห้ง–เสียงหาย ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ไม่ว่าจะเป็นจากอาการหวัด, การใช้เสียงมาก ๆ และยังพบได้ว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุก็มักจะมีเสียงแหบพร่าและเสียงเปลี่ยนไปด้วย สาเหตุของเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน
1. เสียงแหบ-เสียงเปลี่ยน จากอาการหวัด เนื่องมาจากการอักเสบบริเวณกล่องเสียงหรือสายเสียง แม้จะเป็นการอักเสบเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลกระทบถึงคุณภาพเสียงเป็นอย่างมาก โชคดีที่รักษาไม่ยาก หรือถึงแม้ไม่รักษามันก็สามารถจะหายเองได้ และกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ครับ แต่ในกรณีที่ 2 อาทิตย์ผ่านไปแล้วยังไม่หาย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากหวัดจริงหรือไม่
2. เสียงเปลี่ยนในวัยสูงอายุ อันเนื่องมาจากสายเสียงเกิดการหย่อนตามสภาพของร่างกาย สายเสียงทั้งสองข้างจึงมาสบกันไม่สนิท ทำให้เสียงพร่า แหบแห้ง ไม่มีพลัง ซึ่งสามารถทำการรักษาได้โดยการฉีดสารเข้าไปที่สายเสียง ให้สายเสียงตึงและสบกันดีขึ้น เสียงก็จะดีขึ้น โดยสารที่ใช้ฉีดนั้นมีหลายชนิด ทั้งไขมัน, สารเติมเต็ม รวมถึงการฉีดสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด แต่ข้อเสียของการผ่าตัดคือคนไข้จะมีแผลบริเวณลำคอ ส่วนวิธีการฉีดนั้นคนไข้จะไม่มีบาดแผล
3.ตุ่มที่สายเสียง สำหรับอาชีพที่ต้องใช้เสียงอย่างมาก อย่างอาชีพครูและนักร้อง มักจะเกิดตุ่มบริเวณสายเสียง ซึ่งตุ่มนี้จะทำให้สายเสียงทั้ง 2 เส้นไม่สามารถเข้ามาชิดกันได้เป็นปกติ ทำให้เสียงแหบแห้งไป ตุ่มเหล่านี้เกิดมาจากการใช้อวัยวะในการออกเสียงทั้งหลายไม่ถูกต้อง ซึ่งตุ่มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดด้วยมีด หรือใช้เลเซอร์ตัดออก ช่วยให้เสียงกลับมาเป็นปกติได้
4. เนื้องอกบริเวณสายเสียง (ไม่ใช่มะเร็ง) โดยเนื้องอกดังกล่าวจะไปค้ำอยู่ระหว่างสายเสียงทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้เสียงแหบหรือเสียงหายไป คนไข้มักจะมีลักษณะของเสียงเหมือนเสียงหายใจ แต่ไม่มีเสียงเปล่งออกมา Da Mi Br Ip Do El Iv ซึ่งเนื้องอกดังกล่าวนี้สามารถรักษาได้เช่นเดียวกับตุ่มที่สายเสีย
5. มะเร็งที่สายเสียง และมะเร็งที่กล่องเสียง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบหายไป ในคนไข้รายที่มีความรุนแรงของโรคน้อยอาจผ่าตัดเอาเฉพาะสายเสียงออกเท่านั้น แต่ในกรณีมะเร็งลุกลามมาก ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออก อาจจะเอาออกเพียงบางส่วนหรือเอาออกทั้งหมดก็แล้วแต่ความรุนแรงของโรคของคนไข้แต่ละราย
นอกจากกรณีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเสียงเปลี่ยนได้อีก เช่น ในคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ก็จะส่งผลให้สายเสียงข้างหนึ่งไม่ทำงาน ทำให้เสียงแหบเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเสียงที่เปลี่ยนในกรณีนี้สามารถเกิดได้ทั้งแบบชั่วคราวคือสามารถกลับมาเป็นเหมือนปกติได้ แต่บางคนก็อาจเกิดเสียงเปลี่ยนอย่างถาวรไปได้
หรือในกรณีที่ผู้ชายได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น กรณีแปลงเพศ ก็อาจทำให้เสียงเปลี่ยนเป็นเสียงสูงได้เช่นกัน แต่ก็ไม่มาก และยังพบได้ในผู้ที่ทำการผ่าตัดไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดไปโดนเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงกล่องเสียง ทำให้สายเสียงไม่ทำงาน เสียงแหบ
นอกจากนี้ยังมีโรคบางโรคที่เกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมน เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้เสียงแหบพร่า และเบาต่ำลงได้เช่นกัน
ในส่วนของการรักษาด้วยการผ่าตัด หลายท่านอาจสงสัยว่าในกรณีใดควรเลือกใช้มีด หรือกรณีใดควรเลือกใช้เลเซอร์ เรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ขึ้นยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ใช้งานแต่ละท่าน แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกใช้มีด หากบริเวณที่ต้องการผ่าตัดอยู่ใกล้สายเสียง เพราะเลเซอร์นั้นมีความร้อน ถ้าพลาดไปโดนสายเสียง อาจทำให้เสียงแหบและหายไม่เป็นปกติ และหลังการผ่าตัดไม่ว่าด้วยวิธีใด คนไข้จำเป็นต้องงดการใช้เสียงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ครับ
ในกรณีแปลงเพศแล้วหากต้องการเปลี่ยนเสียงโดยจำเป็นกับอาชีพใหม่ ก็อาจปรึกษาดูได้เช่นกัน
ข้อมูลที่ผมนำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้หลาย ๆ ท่านตระหนักว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เสียงแหบแห้ง เสียงสูง-ต่ำ ผิดไปจากที่เคยเป็น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายได้ ยิ่งถ้าเสียงแหบนานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ ซึ่งแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือแพทย์หู คอ จมูก อย่าคิดว่าเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันอาจไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป.
สารให้ความหวานในอาหาร
ความหวานช่วยให้อาหารและเครื่องดื่ม มีรสชาติอร่อยน่ารับประทานมากขึ้น และก็มีคนไม่น้อยที่ชอบอาหารรสชาติหวานๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือขนมหวาน จริงๆ แล้วสารให้ความหวานมีอยู่ในอาหารธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ ดังนั้น ถ้าคุณรับประทานผักผลไม้ร่างกาย ก็จะได้รับสารให้ความหวานเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว
ในทางการแพทย์สารให้ความหวานแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nutritive sweetener) และสารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener)
สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่รู้จักกันดีและใช้กันทั่วไป ได้แก่ น้ำตาล (sugar) ถ้าใช้คำว่า sugar หมายถึง น้ำตาลซูโครส ถ้า sugars หมายถึงน้ำตาลอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ซูโครส กลูโคส ฟรุคโตส และมอลโตส เป็นต้น น้ำตาลซูโครสคือน้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงอาหาร ฟรุคโตสพบในผัก ผลไม้ มอลโตสมีมากในน้ำนม ซึ่งน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ น้ำเชื่อม น้ำอ้อย ก็จัดเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าปราศจากน้ำตาลส่วนใหญ่ จะหมายถึงไม่มีน้ำตาลซูโครส แต่อาจจะมีน้ำตาลชนิดอื่นๆ น้ำตาลจัดเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดจะถูกแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของสมองและระบบต่างๆ ของร่างกาย
น้ำตาลยังเป็นตัวการสำคัญของโรคและมีผลกระทบกับสุขภาพร่างกายหลายด้านอีกด้วย เช่น ทำให้ฟันผุ เนื่องจากเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไปเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก จะทำการย่อยสลายน้ำตาลในปากไปเป็นกรด
ซึ่งสามารถทำลายสารเคลือบฟันของเราจนทำให้ฟันผุ นอกจากนี้ยังควรทำความเข้าใจด้วยว่า การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะพฤติกรรมการไม่อยู่เฉย (hyperactive) ในเด็ก รวมทั้งไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานโดยตรงในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานหรือขนมหวาน เนื่องจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ การรับประทานน้ำตาลปริมาณมากก็สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้
นอกจากนี้คุณอาจจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีการโฆษณาว่าปราศจากน้ำตาล แท้จริงแล้วปราศจากน้ำตาลซูโครส แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ฟรุคโตสแทน เนื่องจากการรับประทานน้ำตาลฟรุคโตส มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นน้อยกว่าการรับประทานแป้งและซูโครส ดังนั้นจึงนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารขนม เช่น ลูกกวาด แยม เครื่องดื่มสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
แต่อย่างไรก็ตามถ้ารับประทานน้ำตาลต่างๆ มากกว่าร้อยละ 20 ของพลังงานจะมีผลเพิ่มระดับไขมันโคเลสเตอรอลรวม และโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ซึ่งถ้าโคเลสเตอรอลรวมและโคเลสเตอรอล LDL สูงก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดมากขึ้น
ในส่วนของผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนักก็ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ได้พลังงานมาก น้ำตาลให้พลังงาน 4 แคลอรีกรัม หรือน้ำตาล 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี ถ้าร่างกายได้รับพลังงานมากเกิน ก็จะสะสมในรูปไขมันและเกิดโรคอ้วนในที่สุด Da Da An Pr Bi Da Ni ผลตามมาจากความอ้วนมีมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงอาจก่อให้เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ข้อเสื่อม นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งเต้านมในเพศหญิง มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย การทำงานของปอดลดลง เนื่องจากชั้นไขมันหนารอบทรวงอกทำให้การขยายตัวของปอดทำได้ไม่ดีนัก และไขมันที่หนาบริเวณท้องก็ทำให้กระบังลมยืดหยุ่นตัวได้ไม่ดี ดังนั้นจึงสังเกตว่าในคนที่อ้วนมากจะมีอาการหายใจลำบาก หรือมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ ในขณะนอนหลับเรียกว่า sleep apnea ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศีรษะในเวลาเช้า ง่วงนอน หายใจช้าในเวลากลางวัน เป็นต้น
สำหรับ สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener) ที่ใช้กันทั่วไปเป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริการับรองว่าปลอดภัย ได้แก่ Saccharine (sweet N low) มีความหวาน 300 เท่าของน้ำตาล Aspartam (Nutrasweet, Equal) มีความหวาน 180 เท่า Acesulfame potassium นิยมใส่ในเครื่องดื่ม soft drink ความหวาน 200 เท่า sucralose ความหวาน 600 เท่าของน้ำตาล สารเหล่านี้มีค่าที่กำหนดปริมาณที่ใช้ผสมในอาหารที่คนสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยต่อวัน (Acceptable Daily Intake, ADI) แต่ก็มีการงานวิจัยบางชิ้นอ้างว่าน้ำตาลประเภทนี้บางชนิดก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน
ในทางปฏิบัติการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายจะได้ทั้งน้ำตาล และสารอาหารครบเนื่องจากในผัก ผลไม้ มีทั้งน้ำตาล และคุณค่าสารอาหารอย่างอื่นด้วย ถ้าคุณไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก และห่างไกลจากความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานๆ เครื่องดื่มรสหวาน และอาหารที่มีน้ำตาลมากก็จะดีไม่น้อยทีเดียว
Junk Food หรือ อาหารขยะ
วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง
วิถีชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหารที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย
โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี
Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ
อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง
ในทางการแพทย์สารให้ความหวานแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nutritive sweetener) และสารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener)
สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่รู้จักกันดีและใช้กันทั่วไป ได้แก่ น้ำตาล (sugar) ถ้าใช้คำว่า sugar หมายถึง น้ำตาลซูโครส ถ้า sugars หมายถึงน้ำตาลอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ซูโครส กลูโคส ฟรุคโตส และมอลโตส เป็นต้น น้ำตาลซูโครสคือน้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงอาหาร ฟรุคโตสพบในผัก ผลไม้ มอลโตสมีมากในน้ำนม ซึ่งน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ น้ำเชื่อม น้ำอ้อย ก็จัดเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าปราศจากน้ำตาลส่วนใหญ่ จะหมายถึงไม่มีน้ำตาลซูโครส แต่อาจจะมีน้ำตาลชนิดอื่นๆ น้ำตาลจัดเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดจะถูกแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของสมองและระบบต่างๆ ของร่างกาย
น้ำตาลยังเป็นตัวการสำคัญของโรคและมีผลกระทบกับสุขภาพร่างกายหลายด้านอีกด้วย เช่น ทำให้ฟันผุ เนื่องจากเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไปเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก จะทำการย่อยสลายน้ำตาลในปากไปเป็นกรด
ซึ่งสามารถทำลายสารเคลือบฟันของเราจนทำให้ฟันผุ นอกจากนี้ยังควรทำความเข้าใจด้วยว่า การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะพฤติกรรมการไม่อยู่เฉย (hyperactive) ในเด็ก รวมทั้งไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานโดยตรงในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานหรือขนมหวาน เนื่องจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ การรับประทานน้ำตาลปริมาณมากก็สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้
นอกจากนี้คุณอาจจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีการโฆษณาว่าปราศจากน้ำตาล แท้จริงแล้วปราศจากน้ำตาลซูโครส แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ฟรุคโตสแทน เนื่องจากการรับประทานน้ำตาลฟรุคโตส มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นน้อยกว่าการรับประทานแป้งและซูโครส ดังนั้นจึงนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารขนม เช่น ลูกกวาด แยม เครื่องดื่มสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
แต่อย่างไรก็ตามถ้ารับประทานน้ำตาลต่างๆ มากกว่าร้อยละ 20 ของพลังงานจะมีผลเพิ่มระดับไขมันโคเลสเตอรอลรวม และโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ซึ่งถ้าโคเลสเตอรอลรวมและโคเลสเตอรอล LDL สูงก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดมากขึ้น
ในส่วนของผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนักก็ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ได้พลังงานมาก น้ำตาลให้พลังงาน 4 แคลอรีกรัม หรือน้ำตาล 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี ถ้าร่างกายได้รับพลังงานมากเกิน ก็จะสะสมในรูปไขมันและเกิดโรคอ้วนในที่สุด Da Da An Pr Bi Da Ni ผลตามมาจากความอ้วนมีมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงอาจก่อให้เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ข้อเสื่อม นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งเต้านมในเพศหญิง มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย การทำงานของปอดลดลง เนื่องจากชั้นไขมันหนารอบทรวงอกทำให้การขยายตัวของปอดทำได้ไม่ดีนัก และไขมันที่หนาบริเวณท้องก็ทำให้กระบังลมยืดหยุ่นตัวได้ไม่ดี ดังนั้นจึงสังเกตว่าในคนที่อ้วนมากจะมีอาการหายใจลำบาก หรือมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ ในขณะนอนหลับเรียกว่า sleep apnea ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศีรษะในเวลาเช้า ง่วงนอน หายใจช้าในเวลากลางวัน เป็นต้น
สำหรับ สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener) ที่ใช้กันทั่วไปเป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริการับรองว่าปลอดภัย ได้แก่ Saccharine (sweet N low) มีความหวาน 300 เท่าของน้ำตาล Aspartam (Nutrasweet, Equal) มีความหวาน 180 เท่า Acesulfame potassium นิยมใส่ในเครื่องดื่ม soft drink ความหวาน 200 เท่า sucralose ความหวาน 600 เท่าของน้ำตาล สารเหล่านี้มีค่าที่กำหนดปริมาณที่ใช้ผสมในอาหารที่คนสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยต่อวัน (Acceptable Daily Intake, ADI) แต่ก็มีการงานวิจัยบางชิ้นอ้างว่าน้ำตาลประเภทนี้บางชนิดก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน
ในทางปฏิบัติการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายจะได้ทั้งน้ำตาล และสารอาหารครบเนื่องจากในผัก ผลไม้ มีทั้งน้ำตาล และคุณค่าสารอาหารอย่างอื่นด้วย ถ้าคุณไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก และห่างไกลจากความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานๆ เครื่องดื่มรสหวาน และอาหารที่มีน้ำตาลมากก็จะดีไม่น้อยทีเดียว
Junk Food หรือ อาหารขยะ
วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง
วิถีชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหารที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย
โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี
Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ
อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง
หยุดชีวิตแวมไพร์ รับวิตามินดีจากธรรมชาติ
ผู้หญิงส่วนหนึ่งใช้ชีวิตเป็นแวมไพร์ เพราะกลัวแสงแดดทำให้เกิดฝ้า ริ้วรอยบนใบหน้าและผิวหนังจนเกิดภาวะพร่องวิตามินดี เนื่องจากร่างกายไม่ถูกแสงแดด อยู่แต่ในห้องแอร์ ทางเลือกอย่างหนึ่งคือลองหาแหล่งอาหารสร้างวิตามินดีที่ใกล้ตัวกันดีกว่า
วิตามินดี ในธรรมชาติมี 2 ชนิด คือ วิตามินดี 2 เป็นวิตามินดีที่ได้จากพืช และวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นวิตามินดีที่ได้จากสัตว์หรือมนุษย์สามารถสร้างได้เองที่ผิวหนังโดยอาศัยแสงรังสีเหนือม่วง ชนิดบีจากแสงแดด
ร่ายกายต้องการวิตามินดี 400-800 ยูนิตต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อย แต่เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ โดยจะไปช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid) ซึ่งเป็นฮอร์โมนอันตรายที่จะไปสลายแคลเซียมออกจากกระดูก นอกจากนี้แล้ววิตามินดียังช่วยสร้างสารออสธีโอเคลซิน (osteocalcin) ช่วยดึงแคลเซียมเข้ามาในกระดูก และช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ทางหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจำนวนมากระบุว่า วิตามินดีสามารถป้องกันมะเร็งหลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมากและยังพบว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ในต่างประเทศพบว่า ทั่วโลกมีผู้พร่องวิตามินดี ( Vitamin D Inadequacy) สูงถึงร้อยละ 64 ในแถบเอเซียสูงถึงร้อยละ 71
สอดคล้องกับการศึกษาของ รศ.นพ.ศุภศิลป์ สุนทราภา Fu Fu Mi Ju Ma Dk Au อาจารย์ประจำภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ผู้หญิงไทยมีภาวะพร่องวิตามินดีสูงมากในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนสูงถึงร้อยละ78 ในผู้หญิงวัยทองร้อยละ60 ผู้หญิงสูงอายุในเมืองร้อยละ65 มีเพียงผู้หญิงสูงอายุในต่างจังหวัดเท่านั้นที่มีภาวะพร่องวิตามินดีต่ำเพียงร้อยละ 15 เพราะทำงานอยู่กลางแจ้ง ต่างจากกลุ่มอื่นๆที่กลัวแสงแดด
รศ.นพ.ศุภศิลป์ แนะว่า การเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการทานน้ำมันตับปลา เนื้อปลา และวิตามินดีแบบเม็ด หรือการสร้างวิตามินด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด นั่นคือ การเปิดรับแสงแดดผ่านทางผิวหนังซึ่งแสงแดดมีคุณสมบัติในการสร้างวิตามินให้กับร่างกาย เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้ง การเดินตากแดด สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่ 8.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่แรงและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมากเกินไป ซึ่งเวลาเพียง 30 นาทีที่ผิวหนังเปิดรับแสงแดดเข้าสู่ร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต ที่สำคัญไม่ควรทาครีมกันแดด
นอกจากแสงแดดแล้ว ยังสามารถหา แหล่งวิตามินดี ได้จาก ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับ ปลาคอด ปลาทู ไข่แดงปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ทั้งวิตามินดีและโปรตีนแล้วยังมีสารสำคัญคือ กรดไขมันจำเป็นชนิด โอไมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นสูง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ
ขณะเดียวกัน เห็ดหอม ให้สรรพคุณทางยา เป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แถมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลแล้วยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก และป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย อีกด้วยวิตามินดีจึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆมากมาย
วิตามินดี ในธรรมชาติมี 2 ชนิด คือ วิตามินดี 2 เป็นวิตามินดีที่ได้จากพืช และวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นวิตามินดีที่ได้จากสัตว์หรือมนุษย์สามารถสร้างได้เองที่ผิวหนังโดยอาศัยแสงรังสีเหนือม่วง ชนิดบีจากแสงแดด
ร่ายกายต้องการวิตามินดี 400-800 ยูนิตต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อย แต่เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ โดยจะไปช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid) ซึ่งเป็นฮอร์โมนอันตรายที่จะไปสลายแคลเซียมออกจากกระดูก นอกจากนี้แล้ววิตามินดียังช่วยสร้างสารออสธีโอเคลซิน (osteocalcin) ช่วยดึงแคลเซียมเข้ามาในกระดูก และช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ทางหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจำนวนมากระบุว่า วิตามินดีสามารถป้องกันมะเร็งหลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมากและยังพบว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ในต่างประเทศพบว่า ทั่วโลกมีผู้พร่องวิตามินดี ( Vitamin D Inadequacy) สูงถึงร้อยละ 64 ในแถบเอเซียสูงถึงร้อยละ 71
สอดคล้องกับการศึกษาของ รศ.นพ.ศุภศิลป์ สุนทราภา Fu Fu Mi Ju Ma Dk Au อาจารย์ประจำภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ผู้หญิงไทยมีภาวะพร่องวิตามินดีสูงมากในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนสูงถึงร้อยละ78 ในผู้หญิงวัยทองร้อยละ60 ผู้หญิงสูงอายุในเมืองร้อยละ65 มีเพียงผู้หญิงสูงอายุในต่างจังหวัดเท่านั้นที่มีภาวะพร่องวิตามินดีต่ำเพียงร้อยละ 15 เพราะทำงานอยู่กลางแจ้ง ต่างจากกลุ่มอื่นๆที่กลัวแสงแดด
รศ.นพ.ศุภศิลป์ แนะว่า การเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการทานน้ำมันตับปลา เนื้อปลา และวิตามินดีแบบเม็ด หรือการสร้างวิตามินด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด นั่นคือ การเปิดรับแสงแดดผ่านทางผิวหนังซึ่งแสงแดดมีคุณสมบัติในการสร้างวิตามินให้กับร่างกาย เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้ง การเดินตากแดด สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่ 8.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่แรงและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมากเกินไป ซึ่งเวลาเพียง 30 นาทีที่ผิวหนังเปิดรับแสงแดดเข้าสู่ร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต ที่สำคัญไม่ควรทาครีมกันแดด
นอกจากแสงแดดแล้ว ยังสามารถหา แหล่งวิตามินดี ได้จาก ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับ ปลาคอด ปลาทู ไข่แดงปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ทั้งวิตามินดีและโปรตีนแล้วยังมีสารสำคัญคือ กรดไขมันจำเป็นชนิด โอไมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นสูง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ
ขณะเดียวกัน เห็ดหอม ให้สรรพคุณทางยา เป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แถมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลแล้วยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก และป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย อีกด้วยวิตามินดีจึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆมากมาย
สารพัน โรคต้อ ที่คุณควรรู้
โรคเกี่ยวกับ ดวงตา ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากอาการตาบอดแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคนั่นคือ โรคต้อตา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด แต่เชื่อได้ว่าแม้โรคต้อตาจะคุ้นหูและเป็นที่รู้จักกันมายาวนาน แต่ความรู้เกี่ยวกับโรคเหล่านี้อาจยังไม่ลึกซึ้งนัก และยังมีความเชื่อและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่หลายประการ
ทั้งนี้ ตาต้อ เป็นคำรวมๆ เรียกโรคตาหลายชนิด ในความเป็นจริง คำว่า ต้อ แปลว่าโรคตาที่ทำให้ตามัว แต่มักใช้เรียกชื่อโรคตาหลายๆ ชนิดว่าต้อ ซึ่งโรคต้อแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกัน และมีเรื่องที่ควรทำความรู้และความเข้าใจ เพื่อรักษาตาของตนเองให้ปลอดภัยจากโรคต้อเหล่านี้มีอยู่ 4 ชนิดคือ
1.โรคต้อลม (Pinguecular) มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้างๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
2.โรคต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อเมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
3.โรคต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาวๆ บัง ส่วนมากมักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา
4.โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาน้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้นจนกระทั่งกดขั้วประสาทตา ทำให้มีการเสียของลานสายตา การมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทในที่สุด
สำหรับคำถามหรือความเชื่อเกี่ยวกับโรคต้อต่างๆ นั้นสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้
1.โรคต้อลม สาเหตุเกิดจากลม และการใส่แว่นจะป้องกันโรคได้
อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่าสาเหตุของโรคต้อลมนั้นเกิดได้ทั้งจากลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคแล้ว ยังจะทวีความรุนแรงของโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคต้อลมอยู่แล้ว ให้มีอาการเคืองตามากขึ้นและลุกลามมากขึ้นด้วย Sc Sc Sc Sk Da Pe Bl ซึ่งแว่นตาจะสามารถช่วยป้องกันลมเฉพาะจากด้านหน้าได้เท่านั้น ยังมีโอกาสที่ลม ฝุ่น และแสงแดดจะสัมผัสกับดวงตาจนทำให้เกิดอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือควรให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ จะเป็นประโยชน์กว่า
2.โรคต้อเนื้อเกิดจากการกินเนื้อ และหลังลอกต้อเนื้อห้ามกินเนื้อสัตว์
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เช่นกันอย่างที่กล่าวถึงโรคต้อเนื้อไปแล้วว่าเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุบริเวณข้างตาดำ จากการสัมผัสสิ่งระคายเคือง แม้จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินอาการประเภทเนื้อสัตว์แต่อย่างใด ที่สำคัญการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หลังลอกต้อเนื้อ ก็ไม่ได้ทำให้แผลเกิดอาการอักเสบหรือเกิดต้อเนื้อขึ้นใหม่อย่างที่เข้าใจกัน สามารถกินได้ตามปกติ
3.ทุกคนมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจก
โรค้อกระจกเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาที่มีลักษณะใสมีสีขาวหรือขาวอมน้ำตาลมากขึ้น ดังนั้น เมื่อมนุษย์ทุกคนอายุมากขึ้นก็จะเกิดอาการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาทุกคน เมื่อความขุ่นของเลนส์ตามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาตามัวก็จะเรียกว่าเป็นต้อกระจก ทุกคนจึงมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจกแน่นอน แต่อาจเป็นตั้งแต่อายุน้อยหรือมากซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
4.โรคต้อกระจกสามารถใช้ยาหยอดตารักษาให้หายได้
ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตาหรือยากินที่สามารถรักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดได้ การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด หรือเรียกว่าการลอกต้อ โดยเอาเลนส์ธรรมชาติที่ขุ่นเป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน โดยวิธีการเอาเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก อาจใช้วิธีการดันออกหรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายออกก็ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของจักษุแพทย์ แต่ยังไม่มีการใช้เลเซอร์ในการผ่าตัดโรคต้อกระจก
5.โรคต้อหินเป็นแล้วต้องผ่าตัดอย่างเดียว
ความจริงแล้วโรคต้อหินเองก็มีหลายชนิด การรักษาจึงมีหลากหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตาลดความดันลูกตา หรือกินยาลดความดันตา การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัด โดยกรณีที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดไม่ใช่การผ่าเอาหินหรือของแข็งออกจากตา แต่เป็นการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงในลูกตาออก ทำให้ความดันตาลดลงและไม่เป็นอันตรายต่อขั้วประสาทตา และ 6.โรคต้อต่างๆ เป็นโรคทางกรรมพันธุ์
โรคต้อลมและต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งระคายเคืองจึงไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุเกิดจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามสภาพ ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นกัน แต่โรคต้อกระจกในเด็กหรือเป็นแต่กำเนิดในบางรายอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
โรคต้อหินเป็นเป็นได้ทั้งเป็นและไม่เป็นโรคทางพันธุกรรม แต่ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน เมื่ออายุเกิน 40 ปีควรได้รับการตรวจวัดความดันตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินที่อาจเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ ตาต้อ เป็นคำรวมๆ เรียกโรคตาหลายชนิด ในความเป็นจริง คำว่า ต้อ แปลว่าโรคตาที่ทำให้ตามัว แต่มักใช้เรียกชื่อโรคตาหลายๆ ชนิดว่าต้อ ซึ่งโรคต้อแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกัน และมีเรื่องที่ควรทำความรู้และความเข้าใจ เพื่อรักษาตาของตนเองให้ปลอดภัยจากโรคต้อเหล่านี้มีอยู่ 4 ชนิดคือ
1.โรคต้อลม (Pinguecular) มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้างๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
2.โรคต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อเมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
3.โรคต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาวๆ บัง ส่วนมากมักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา
4.โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาน้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้นจนกระทั่งกดขั้วประสาทตา ทำให้มีการเสียของลานสายตา การมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทในที่สุด
สำหรับคำถามหรือความเชื่อเกี่ยวกับโรคต้อต่างๆ นั้นสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้
1.โรคต้อลม สาเหตุเกิดจากลม และการใส่แว่นจะป้องกันโรคได้
อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่าสาเหตุของโรคต้อลมนั้นเกิดได้ทั้งจากลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคแล้ว ยังจะทวีความรุนแรงของโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคต้อลมอยู่แล้ว ให้มีอาการเคืองตามากขึ้นและลุกลามมากขึ้นด้วย Sc Sc Sc Sk Da Pe Bl ซึ่งแว่นตาจะสามารถช่วยป้องกันลมเฉพาะจากด้านหน้าได้เท่านั้น ยังมีโอกาสที่ลม ฝุ่น และแสงแดดจะสัมผัสกับดวงตาจนทำให้เกิดอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือควรให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ จะเป็นประโยชน์กว่า
2.โรคต้อเนื้อเกิดจากการกินเนื้อ และหลังลอกต้อเนื้อห้ามกินเนื้อสัตว์
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เช่นกันอย่างที่กล่าวถึงโรคต้อเนื้อไปแล้วว่าเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุบริเวณข้างตาดำ จากการสัมผัสสิ่งระคายเคือง แม้จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินอาการประเภทเนื้อสัตว์แต่อย่างใด ที่สำคัญการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หลังลอกต้อเนื้อ ก็ไม่ได้ทำให้แผลเกิดอาการอักเสบหรือเกิดต้อเนื้อขึ้นใหม่อย่างที่เข้าใจกัน สามารถกินได้ตามปกติ
3.ทุกคนมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจก
โรค้อกระจกเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาที่มีลักษณะใสมีสีขาวหรือขาวอมน้ำตาลมากขึ้น ดังนั้น เมื่อมนุษย์ทุกคนอายุมากขึ้นก็จะเกิดอาการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาทุกคน เมื่อความขุ่นของเลนส์ตามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาตามัวก็จะเรียกว่าเป็นต้อกระจก ทุกคนจึงมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจกแน่นอน แต่อาจเป็นตั้งแต่อายุน้อยหรือมากซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
4.โรคต้อกระจกสามารถใช้ยาหยอดตารักษาให้หายได้
ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตาหรือยากินที่สามารถรักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดได้ การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด หรือเรียกว่าการลอกต้อ โดยเอาเลนส์ธรรมชาติที่ขุ่นเป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน โดยวิธีการเอาเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก อาจใช้วิธีการดันออกหรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายออกก็ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของจักษุแพทย์ แต่ยังไม่มีการใช้เลเซอร์ในการผ่าตัดโรคต้อกระจก
5.โรคต้อหินเป็นแล้วต้องผ่าตัดอย่างเดียว
ความจริงแล้วโรคต้อหินเองก็มีหลายชนิด การรักษาจึงมีหลากหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตาลดความดันลูกตา หรือกินยาลดความดันตา การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัด โดยกรณีที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดไม่ใช่การผ่าเอาหินหรือของแข็งออกจากตา แต่เป็นการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงในลูกตาออก ทำให้ความดันตาลดลงและไม่เป็นอันตรายต่อขั้วประสาทตา และ 6.โรคต้อต่างๆ เป็นโรคทางกรรมพันธุ์
โรคต้อลมและต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งระคายเคืองจึงไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุเกิดจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามสภาพ ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นกัน แต่โรคต้อกระจกในเด็กหรือเป็นแต่กำเนิดในบางรายอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
โรคต้อหินเป็นเป็นได้ทั้งเป็นและไม่เป็นโรคทางพันธุกรรม แต่ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน เมื่ออายุเกิน 40 ปีควรได้รับการตรวจวัดความดันตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินที่อาจเกิดขึ้นได้
Subscribe to:
Posts (Atom)