สัปดาห์นี้ขอนำเสนอคำว่า ผมหงอก น้องๆ รู้หรือเปล่าคะ ว่าทำไมคนเราต้องมีผมหงอก แถมบางคนไม่ได้มีตอนอายุเยอะๆ แต่พอเข้าสู่วัยโจ๋ วัยรุ่นก็มีแล้ว
ความรู้จาก วารสาร อพวช. สื่อเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน อธิบายไว้ว่า ผมหงอกมี 2 ลักษณะ อย่างแรกคือ หงอกตามวัย อย่างที่ 2 คือ หงอกก่อนวัยอันควร การเกิดผมหงอกเกิดจากเซลล์ร่างกายที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่คอยผลิตเม็ดสีที่โคนรากผม เสื่อมสภาพ ไม่สร้างเม็ดสี หรือ Pigment ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทา โดยปกติมักจะเกิดขึ้นตามวัยที่สูงอายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันมักพบการหงอกก่อนวัยมากขึ้น สาเหตุมาจากพันธุกรรม ได้รับการถ่ายทอดยีนผมหงอกมาจากพ่อหรือแม่ที่มีผมหงอกก่อนวัย ลูกมีสิทธิ์ผมหงอกตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เช่นกัน
อีกสาเหตุ คือ ภาวะความเครียดนานๆ สะสมมากๆ เข้าเช่น กรำงานหนัก คิดมาก ร่างกายพักผ่อนน้อย ทำให้หงอกก่อนวัยได้ หรือแม้แต่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ส่งผลให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้ผมหงอกก่อนวัยได้
สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่อายุยังน้อยก็ทำให้มีผมหงอกไวกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้บุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายแก่เร็ว และบางคนอาจเกิดจากการแพ้สารเคมี เช่น แชมพูสระผม Ni
De
Ha
Ko
Ko
To
Da
ครีมเปลี่ยนสีผม หรือแม้แต่ยาบางชนิด ที่เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ หรือนานวันเข้า ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ผมหงอกก่อนวัยอันควรได้
วิธีแก้ การย้อมสีผม ปิดผมขาวนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ น้องๆ ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ได้แก่ วิตามินเอ พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีส้ม และสีเหลือง
วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช
แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง พบมากในเนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช และโปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ เป็นต้น
ผักกาดหัว (ไช้เท้า) แก้ปวดหัว
ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...
ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้
ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ
สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน
เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน
โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)
No comments:
Post a Comment