Wednesday, August 12, 2015

หลีกหนี ผมหงอก กันเถอะ

สัปดาห์นี้ขอนำเสนอคำว่า ผมหงอก น้องๆ รู้หรือเปล่าคะ ว่าทำไมคนเราต้องมีผมหงอก แถมบางคนไม่ได้มีตอนอายุเยอะๆ แต่พอเข้าสู่วัยโจ๋ วัยรุ่นก็มีแล้ว

ความรู้จาก วารสาร อพวช. สื่อเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน อธิบายไว้ว่า ผมหงอกมี 2 ลักษณะ อย่างแรกคือ หงอกตามวัย อย่างที่ 2 คือ หงอกก่อนวัยอันควร การเกิดผมหงอกเกิดจากเซลล์ร่างกายที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่คอยผลิตเม็ดสีที่โคนรากผม เสื่อมสภาพ ไม่สร้างเม็ดสี หรือ Pigment ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทา โดยปกติมักจะเกิดขึ้นตามวัยที่สูงอายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันมักพบการหงอกก่อนวัยมากขึ้น สาเหตุมาจากพันธุกรรม ได้รับการถ่ายทอดยีนผมหงอกมาจากพ่อหรือแม่ที่มีผมหงอกก่อนวัย ลูกมีสิทธิ์ผมหงอกตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เช่นกัน

อีกสาเหตุ คือ ภาวะความเครียดนานๆ สะสมมากๆ เข้าเช่น กรำงานหนัก คิดมาก ร่างกายพักผ่อนน้อย ทำให้หงอกก่อนวัยได้ หรือแม้แต่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ส่งผลให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้ผมหงอกก่อนวัยได้

สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่อายุยังน้อยก็ทำให้มีผมหงอกไวกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้บุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายแก่เร็ว และบางคนอาจเกิดจากการแพ้สารเคมี เช่น แชมพูสระผม Ni De Ha Ko Ko To Da ครีมเปลี่ยนสีผม หรือแม้แต่ยาบางชนิด ที่เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ หรือนานวันเข้า ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ผมหงอกก่อนวัยอันควรได้

วิธีแก้ การย้อมสีผม ปิดผมขาวนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ น้องๆ ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ได้แก่ วิตามินเอ พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีส้ม และสีเหลือง

วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช

แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง พบมากในเนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช และโปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ เป็นต้น

ผักกาดหัว (ไช้เท้า) แก้ปวดหัว

ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...

ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้

ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ

สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน

เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี

ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน

โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)

หลากหลายคำถามเกี่ยวกับคอลลาเจน

  ในยุคนี้เรื่องของความสวย ความหล่อ ความงาม เป็นเรื่องที่สนใจและปรารถนาของประชากรจำนวนมากทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากเครื่องบำรุงผิวและเครื่องสำอางของผู้ชายที่มีให้เห็นมาก ขึ้นทุกวันในท้องตลาด นอกจากสารพันผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ สำหรับความงามก็มีอยู่อย่างแพร่หลายเช่นกัน ส่วนใหญ่มักโฆษณาเกินจริง ในบรรดาสารที่นำมาใช้ในอาหารเพื่อสุขภาพผิวพรรณนั้น คอลลาเจนนับว่าถูกกล่าวขวัญถึงมาก และมีคำถามเข้ามาที่ทำงานของผู้เขียนเป็นประจำ ในฉบับนี้เราจึงจะมาไขข้อข้องใจ ตอบปัญหาเกี่ยวกับคอลลาเจนกัน

“คอลลาเจน” คืออะไร


คอลลาเจน ( Collagen ) มาจากคำในภาษากรีก ‘kolla’ ที่แปลว่า ‘กาว’ คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่ง มีมากที่สุดในร่างกายคนเมื่อคิดเทียบกับน้ำหนักตัว โดยมีอยู่ร้อยละ 25-30 ของน้ำหนัก จัดเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำและมีลักษณะเป็นเส้นใย องค์ประกอบที่โดดเด่นแตกต่างจากโปรตีนชนิดอื่น คือในโมเลกุลของคอลลาเจนจะมีกรดอะมิโน 3 ชนิด ต่อไปนี้อยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ไกลซีน (Glycine) โพรลีน (Proline) และไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxyproline) องค์ประกอบดังกล่าวทำให้สายโปรตีนของคอลลาเจนมีโครงสร้างที่สามารถเกาะกัน เป็น ‘เกลียวสาม’ (Triple Helix) คือสายโปรตีน 3 สายมาเกาะกันแล้วบิดเป็นเกลียว (ลองนึกถึงภาพไหมพรมชนิด 3 เส้น-3 ply) เกลียวสามเหล่านั้นเรียงตัวประสานากันเกิดเป็นเส้นใยของคอลลาเจน

คอลลาเจนในร่างกายมาจากไหน

ร่างกายของคนเราสร้างคอลลาเจนขึ้นได้เองจากกรดอะมิโนที่เราได้รับโดยการ รับประทานอาหารโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจากสัตว์ทั้งหลาย ขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มจากภายเซลล์สร้างเป็นสายยาวของโปรตีนเกลียว สามที่เรียกว่า “โปรคอลลาเจน (Procollagen)” จากนั้นขั้นตอนที่สำคัญคือการปรับแต่งโปรคอลลาเจนให้กลายเป็นคอลลาเจนที่ สมบูรณ์ และสามารถประสานเป็นเส้นใยได้ ขั้นตอนนี้มีผู้ช่วยที่จำเป็นคือ วิตามินซี ถ้าขาดโปรคอลลาเจนก็จะค่อยๆสลายตัวไป

หน้าที่ของคอลลาเจน

ด้วยคุณสมบัติของเส้นใย คอลลาเจนจึงมีหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เนื้อเยื่อนานาชนิดในร่างกาย ได้แก่ ผิวหนัง หลอดเลือด กระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยึดเหนี่ยกล้ามเนื้อและอวัยวะ จากการที่คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง พบได้ในชั้นผิวหนังแท้และช่วยทำให้ผิวหนังเรียบตึง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดคอลลาเจนจึงเป็นที่สนใจในแง่ของการชะลอ ริ้วรอย เสริมความงาม ประเด็นที่ทุกคนกลัวกันที่สุดก็คือ การที่คอลลาเจนในผิวหนังของเราจะค่อยๆสลายไปตามธรรมชาติ ด้วยอัตราประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี เมื่ออายุเริ่มเกิน 25 ขึ้นไป ทำให้ชั้นผิวหนังที่เคยเรียบตึงเริ่มเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยที่เหมือนถูกเจ้า นกสีดำเหยียบย้ำไว้ทั่ว นอกจากนี้มลภาวะเป็นพิษ แสงแดดจัดและปัจจัยอื่นในสภาวะแวดล้อม ยังช่วยเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสลายมากขึ้นด้วยเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรากินคอลลาเจนเข้าไป

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าคอลลาเจนมีอยู่ในอาหารโปรตีน เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานโปรตีนเป็นประจำ เราจะได้รับคอลลาเจนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะว่ากันในเชิงโภชนาการแล้ว คอลลาเจนจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างไม่ได้ไม่ครบถ้วนและไม่เพียงพอ An Wi Co To Co Bu Ko Up Up Dk Vi ถ้าเราได้รับโปรตีนในรูปแบบของคอลลาเจนเพียงชนิดเดียว เราก็จะเกิดอาการขาดโปรตีนได้ และส่งผลเสียต่อร่างกาย คราวนี้ถ้าเราจะพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับความงาม เมื่อกินคอลลาเจนเข้าไปไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร เสริม ต้องขอบอกก่อนว่าความหวังที่คอลลาเจนที่กินเข้าไปนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ ร่างกายแล้ววิ่งปรู๊ดตามกระแสเลือดไปปะเข้าที่รอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวเต่งตึงดังเดิมคงจะเป็นไปไม่ได้ คอลลาเจนไม่สามารถฝ่าด่านระบบย่อยอาหารในสภาพที่ไม่บบสลาย แต่จะถูกย่อยออกเป็นกรดอะมิโนเช่นเดียวกับโปรตีนชนิดอื่นๆ จากนั้นกรดอะมิโนจึงถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เอาไว้เป็นตัวตั้งต้นสำหรับการสร้างโปรตีนใหม่ต่อไป จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า การกินคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวหนังเสื่อมสภาพตามวัยช้าลง

ในฐานะที่ผู้เขียนไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่เภสัชกร จึงขอสงวนสิทธิ์ไม่กล่าวถึงการใช้คอลลาเจนเสริมความงามในรูปแบบของการฉีดคอ ลลาเจนหรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนผสม เพราะไม่มีความรู้พอ ขอแจมด้วยนิดเดียวเท่านั้นว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กับใบหน้าที่เราสู้อุตส่าห์ทะนุถนอม จึงควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้รู้ดูก่อน

โดยทั่วไปเขาใช้คอลลาเจนทำอะไร


ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร คอลลาเจนจะถูกนำมาดัดแปลงด้วยปฏิกริยาเคมีให้ได้ผลผลิตคือเจลาติน (Gelatin) ซึ่งเราใช้ทำเยลลี่แบบที่กินเป็นของหวานหรือกินกับไอศกรีม คุณสมบัติของเยลลี่จากเจลาตินคือต้องแช่ตู้เย็นจึงจะแข็งตัว และต้องเก็บในตู้เย็นไม่อย่างนั้นจะละลาย นอกจากนี้เจลาตินยังใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่นๆ เพื่อเพิ่มความคงตัว เพื่อความข้นหนืดเป็นต้น และยังใช้ในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอางอีกด้วย ในทางการแพทย์มีการใช้คอลลาเจนในการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม ใช้ปลูกผิวหนังเทียมสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เช่นแผลไฟไหม้ ใช้ซ่อมสร้างกระดูก ฟันและงานอื่นๆ ด้านทันตกรรม การนำไปใช้ในทุกกรณีมีข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องของอาการแพ้ ตลอดจนแหล่งที่มาของคอลลาเจนว่าต้องมาจากสัตว์ที่ไม่เป็นโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปราศจากโรควัวบ้า

ความหมายของบัว 4 เหล่าตามนัยอรรถกถา

ดอกบัวพ้นน้ำ (อุคคฏิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
ดอกบัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป

ดอกบัวใต้น้ำ (เนยยะ) พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

ดอกบัวจมน้ำ (ปทปรมะ) พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน

ห้ามใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็กแห่งญี่ปุ่น (Japan Pediatric Association) ออกมาเตือนว่า การใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็กอาจส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาจิตใจและร่างกายของเด็ก และจะเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาในเดือนหน้า เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่สอนความรู้ใหม่จากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการดูแลเด็กๆ

ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนทำให้มีการนำแอพพลิเคชั่น โดยพุ่งเป้ามาใช้กับเด็กเล็กมากชึ้น เช่น ภาพหนังสือ ปริศนา ซึ่งบางแอพมีการดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ปกครองบางคนให้สมาร์ทโฟนกับเด็กเพื่อใช้เล่นกับบางแอพหรือดูวีดิโอการ์ตูนและทิ้งไว้ตามลำพัง

นายฮิโรมิ อุตซูมิ ผู้อำนวยการบริหารสมาคม ได้ออกมาเตือนว่า การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและเด็กเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการพึ่งพาสมาร์ทโฟน เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาทางร่างกายและสมอง และยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทำงานของมือและการสัมผัสทั้ง 5

จากความกังวลดังกล่าวทางสมาคมจึงมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลี่ยงการโชว์สมาร์ทโฟนให้เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ หรือให้เด็กเล่นกับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจาก สถาบันการวิจัยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาบีเนส (Benesse Educational Research and Development Institute) ที่ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เผยว่า ร้อยละ60 ของคุณแม่ของเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนจำนวน 3,000 คนมีสมาร์ทโฟน และร้อยละ 80 ของคุณแม่เหล่านี้อยู่ในวัยไม่เกิน 29 ปีมีสมาร์ทโฟนใช้

ด้าน ทาคามิตซุ มัตสุไดระ ประธานสมาคมแห่งนี้ ได้กล่าวว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกตามลำพังมักใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แต่ตนต้องการให้ยึดเรื่องการสัมผัสและพูดคุยโดยตรงกับเด็กไว้เป็นสิ่งสำคัญ

คุมน้ำตาลเพื่อ ดวงตา

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถ้าไม่ อยากสูญเสียดวงตาไปเพราะโรคเบาหวาน ควรดูแลควบคุมน้ำตาลเสียแต่เนิ่นๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วย และคนที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรรู้

เพราะทุกวันนี้ โรคเรื้อรังดังกล่าวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และอันตรายอย่างหนึ่งสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานก็คือ อาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นจนถึงขั้นตาบอด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้

อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าปัจจุบัน พบผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 20 เป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในการดูแลตนเอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก และ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ Iv It Ca La Ip Ka Ki ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก ซึ่งในปี 2556 กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เบาหวานศิริราช จัดกิจกรรมรณรงค์งานวันเบาหวานโลกพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับในปีนี้ได้กำหนดประเด็นรณรงค์ คือ การให้ความรู้และการป้องกันโรคเบาหวาน และได้กำหนดคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์ คือ พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน

ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ในศตวรรษที่ 21 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 371 ล้านคน และคาดว่าปี พ.ศ.2573 จะมีผู้ป่วยโรคเบาหวานถึง 500 ล้านคน สำหรับประเทศไทย ปี 2555 พบผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานทั้งหมด 7,749 คน หรือเฉลี่ยวันละ 22 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน 12.06 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 674,826 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน เท่ากับ 1,050.05 ต่อแสนประชากร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะสามารถใช้ชีวิตอยู่สังคมได้อย่างปกติหากได้รับ การรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักพบภาวะแทรกซ้อนตามระบบ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ หลอดเลือดสมอง และหัวใจ ตา ไต และเท้า ดังนั้นการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหา และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากโรคเบาหวาน จึงเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

จนเป็นเหตุ ให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญจาก โรคเบาหวานที่ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจคัดกรอง คือ โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสองรองจากต้อกระจก โดยเฉลี่ยพบว่าโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลา 15 ปีจะพบว่าเป็นโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาได้ถึงร้อยละ 80 โดยผู้ป่วยประมาณร้อยละ 2 มีภาวะตาบอด และร้อยละ 10 เกิดการสูญเสียการมองเห็นขั้นรุนแรง เนื่องจากผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในจอตา

อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้อง ได้รับการตรวจตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น ตามความรุนแรงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ที่สำคัญผู้ป่วยจะต้องควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมัน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

โรคเบาหวาน เข้าจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นเป็นอันดับสอง รองจากต้อกระจก

เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้

ร่างกายคนเรานั้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาครับ เพราะในร่างกายเรามีระบบและกลไกการทำงานต่าง ๆ มากมาย ที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างที่ใกล้ตัวซึ่งเราต้องใช้มันทุกวัน แต่อาจลืมนึกถึงก็คือระบบเสียง

เสียงนั้นมาจากไหน ทำไมเราจึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา เป็นประเด็นใกล้ตัวที่น่าสนใจ ผมจึงได้นำเรื่องราวมาพูดคุยในฉบับนี้ โดยได้รับข้อมูลความรู้ดี ๆ จาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมยศ คุณจักร หน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า คณะแพทย ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ ต้องอาศัยอวัยวะหลายส่วนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อที่ช่องอก, กล้ามเนื้อกระบังลม, ซี่โครง, ปอด, หลอดลม, สายเสียง, กล่องเสียง, ฝาปิดกล่องเสียง, หลอดคอ, ช่องคอหอย, ลิ้น, ฟัน, ริมฝีปาก และจมูก อวัยวะเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเสียงโดยทั้งสิ้นครับ

เมื่อลมออกมาจากปอด ผ่านหลอดลม ผ่านกล่องเสียง จะมีฝาปิดกล่องเสียงเปิด-ปิด เป็นจังหวะในความถี่ที่สูงมาก ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า บริเวณกล่องเสียงจะมีอวัยวะที่เรียกว่าสายเสียงอยู่ ซึ่งสายเสียงจะทำงานโดยอาศัยกล้ามเนื้ออย่างน้อย 5 คู่ ทำหน้าที่ในการทำให้สายเสียงนั้นตึง–หย่อน, หนา–บาง หรือเปิด–ปิด ทำให้เสียงของคนเราแต่ละคนนั้นมีความทุ้ม–แหลมแตกต่างกันไป...ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สายเสียงนี้ลักษณะก็เหมือนสายกีตาร์ โดยเส้นใหญ่จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำ ส่วนเส้นเล็กให้เสียงสูง-แหลม เมื่อใดก็ตามที่สายกีตาร์หย่อนเสียงก็จะทุ้ม–ต่ำ แต่ถ้าเราตั้งสายกีตาร์ให้มีความตึงมาก ๆ เสียงก็จะแหลมขึ้นสูงขึ้น สายเสียงของคนเราก็เช่นเดียวกัน ที่แน่นอนว่าสายเสียงของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเพศหญิงและเพศชาย ส่งผลให้โทนเสียงมีลักษณะแตกต่างกันด้วยครับ

สังเกตได้ว่าในวัยเด็กเสียงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยแตกหนุ่ม-สาว น้ำเสียงหรือโทนเสียงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติครับ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกล่องเสียงรวมถึงอวัยวะที่ก่อให้เกิดเสียงโดยรวม ส่งผลให้โทนเสียงเกิดการเปลี่ยนแปลง

แต่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะเสียงแหบแห้ง–เสียงหาย ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ไม่ว่าจะเป็นจากอาการหวัด, การใช้เสียงมาก ๆ และยังพบได้ว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุก็มักจะมีเสียงแหบพร่าและเสียงเปลี่ยนไปด้วย สาเหตุของเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน

1. เสียงแหบ-เสียงเปลี่ยน จากอาการหวัด เนื่องมาจากการอักเสบบริเวณกล่องเสียงหรือสายเสียง แม้จะเป็นการอักเสบเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลกระทบถึงคุณภาพเสียงเป็นอย่างมาก โชคดีที่รักษาไม่ยาก หรือถึงแม้ไม่รักษามันก็สามารถจะหายเองได้ และกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ครับ แต่ในกรณีที่ 2 อาทิตย์ผ่านไปแล้วยังไม่หาย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากหวัดจริงหรือไม่

2. เสียงเปลี่ยนในวัยสูงอายุ อันเนื่องมาจากสายเสียงเกิดการหย่อนตามสภาพของร่างกาย สายเสียงทั้งสองข้างจึงมาสบกันไม่สนิท ทำให้เสียงพร่า แหบแห้ง ไม่มีพลัง ซึ่งสามารถทำการรักษาได้โดยการฉีดสารเข้าไปที่สายเสียง ให้สายเสียงตึงและสบกันดีขึ้น เสียงก็จะดีขึ้น โดยสารที่ใช้ฉีดนั้นมีหลายชนิด ทั้งไขมัน, สารเติมเต็ม รวมถึงการฉีดสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด แต่ข้อเสียของการผ่าตัดคือคนไข้จะมีแผลบริเวณลำคอ ส่วนวิธีการฉีดนั้นคนไข้จะไม่มีบาดแผล

3.ตุ่มที่สายเสียง สำหรับอาชีพที่ต้องใช้เสียงอย่างมาก อย่างอาชีพครูและนักร้อง มักจะเกิดตุ่มบริเวณสายเสียง ซึ่งตุ่มนี้จะทำให้สายเสียงทั้ง 2 เส้นไม่สามารถเข้ามาชิดกันได้เป็นปกติ ทำให้เสียงแหบแห้งไป ตุ่มเหล่านี้เกิดมาจากการใช้อวัยวะในการออกเสียงทั้งหลายไม่ถูกต้อง ซึ่งตุ่มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดด้วยมีด หรือใช้เลเซอร์ตัดออก ช่วยให้เสียงกลับมาเป็นปกติได้

4. เนื้องอกบริเวณสายเสียง (ไม่ใช่มะเร็ง) โดยเนื้องอกดังกล่าวจะไปค้ำอยู่ระหว่างสายเสียงทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้เสียงแหบหรือเสียงหายไป คนไข้มักจะมีลักษณะของเสียงเหมือนเสียงหายใจ แต่ไม่มีเสียงเปล่งออกมา Da Mi Br Ip Do El Iv ซึ่งเนื้องอกดังกล่าวนี้สามารถรักษาได้เช่นเดียวกับตุ่มที่สายเสีย

5. มะเร็งที่สายเสียง และมะเร็งที่กล่องเสียง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบหายไป ในคนไข้รายที่มีความรุนแรงของโรคน้อยอาจผ่าตัดเอาเฉพาะสายเสียงออกเท่านั้น แต่ในกรณีมะเร็งลุกลามมาก ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออก อาจจะเอาออกเพียงบางส่วนหรือเอาออกทั้งหมดก็แล้วแต่ความรุนแรงของโรคของคนไข้แต่ละราย

นอกจากกรณีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเสียงเปลี่ยนได้อีก เช่น ในคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ก็จะส่งผลให้สายเสียงข้างหนึ่งไม่ทำงาน ทำให้เสียงแหบเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเสียงที่เปลี่ยนในกรณีนี้สามารถเกิดได้ทั้งแบบชั่วคราวคือสามารถกลับมาเป็นเหมือนปกติได้ แต่บางคนก็อาจเกิดเสียงเปลี่ยนอย่างถาวรไปได้

หรือในกรณีที่ผู้ชายได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น กรณีแปลงเพศ ก็อาจทำให้เสียงเปลี่ยนเป็นเสียงสูงได้เช่นกัน แต่ก็ไม่มาก และยังพบได้ในผู้ที่ทำการผ่าตัดไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดไปโดนเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงกล่องเสียง ทำให้สายเสียงไม่ทำงาน เสียงแหบ

นอกจากนี้ยังมีโรคบางโรคที่เกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมน เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้เสียงแหบพร่า และเบาต่ำลงได้เช่นกัน

ในส่วนของการรักษาด้วยการผ่าตัด หลายท่านอาจสงสัยว่าในกรณีใดควรเลือกใช้มีด หรือกรณีใดควรเลือกใช้เลเซอร์ เรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ขึ้นยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ใช้งานแต่ละท่าน แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกใช้มีด หากบริเวณที่ต้องการผ่าตัดอยู่ใกล้สายเสียง เพราะเลเซอร์นั้นมีความร้อน ถ้าพลาดไปโดนสายเสียง อาจทำให้เสียงแหบและหายไม่เป็นปกติ และหลังการผ่าตัดไม่ว่าด้วยวิธีใด คนไข้จำเป็นต้องงดการใช้เสียงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ครับ

ในกรณีแปลงเพศแล้วหากต้องการเปลี่ยนเสียงโดยจำเป็นกับอาชีพใหม่ ก็อาจปรึกษาดูได้เช่นกัน

ข้อมูลที่ผมนำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้หลาย ๆ ท่านตระหนักว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เสียงแหบแห้ง เสียงสูง-ต่ำ ผิดไปจากที่เคยเป็น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายได้ ยิ่งถ้าเสียงแหบนานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ ซึ่งแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือแพทย์หู คอ จมูก อย่าคิดว่าเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันอาจไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป.

สารให้ความหวานในอาหาร

ความหวานช่วยให้อาหารและเครื่องดื่ม มีรสชาติอร่อยน่ารับประทานมากขึ้น และก็มีคนไม่น้อยที่ชอบอาหารรสชาติหวานๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือขนมหวาน จริงๆ แล้วสารให้ความหวานมีอยู่ในอาหารธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ ดังนั้น ถ้าคุณรับประทานผักผลไม้ร่างกาย ก็จะได้รับสารให้ความหวานเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว

ในทางการแพทย์สารให้ความหวานแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nutritive sweetener) และสารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener)

สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่รู้จักกันดีและใช้กันทั่วไป ได้แก่ น้ำตาล (sugar) ถ้าใช้คำว่า sugar หมายถึง น้ำตาลซูโครส ถ้า sugars หมายถึงน้ำตาลอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ซูโครส กลูโคส ฟรุคโตส และมอลโตส เป็นต้น น้ำตาลซูโครสคือน้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงอาหาร ฟรุคโตสพบในผัก ผลไม้ มอลโตสมีมากในน้ำนม ซึ่งน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ น้ำเชื่อม น้ำอ้อย ก็จัดเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าปราศจากน้ำตาลส่วนใหญ่ จะหมายถึงไม่มีน้ำตาลซูโครส แต่อาจจะมีน้ำตาลชนิดอื่นๆ น้ำตาลจัดเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดจะถูกแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของสมองและระบบต่างๆ ของร่างกาย
น้ำตาลยังเป็นตัวการสำคัญของโรคและมีผลกระทบกับสุขภาพร่างกายหลายด้านอีกด้วย เช่น ทำให้ฟันผุ เนื่องจากเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไปเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก จะทำการย่อยสลายน้ำตาลในปากไปเป็นกรด

ซึ่งสามารถทำลายสารเคลือบฟันของเราจนทำให้ฟันผุ นอกจากนี้ยังควรทำความเข้าใจด้วยว่า การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะพฤติกรรมการไม่อยู่เฉย (hyperactive) ในเด็ก รวมทั้งไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานโดยตรงในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานหรือขนมหวาน เนื่องจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ การรับประทานน้ำตาลปริมาณมากก็สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้

นอกจากนี้คุณอาจจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีการโฆษณาว่าปราศจากน้ำตาล แท้จริงแล้วปราศจากน้ำตาลซูโครส แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ฟรุคโตสแทน เนื่องจากการรับประทานน้ำตาลฟรุคโตส มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นน้อยกว่าการรับประทานแป้งและซูโครส ดังนั้นจึงนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารขนม เช่น ลูกกวาด แยม เครื่องดื่มสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
แต่อย่างไรก็ตามถ้ารับประทานน้ำตาลต่างๆ มากกว่าร้อยละ 20 ของพลังงานจะมีผลเพิ่มระดับไขมันโคเลสเตอรอลรวม และโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ซึ่งถ้าโคเลสเตอรอลรวมและโคเลสเตอรอล LDL สูงก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดมากขึ้น

ในส่วนของผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนักก็ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ได้พลังงานมาก น้ำตาลให้พลังงาน 4 แคลอรีกรัม หรือน้ำตาล 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี ถ้าร่างกายได้รับพลังงานมากเกิน ก็จะสะสมในรูปไขมันและเกิดโรคอ้วนในที่สุด Da Da An Pr Bi Da Ni ผลตามมาจากความอ้วนมีมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงอาจก่อให้เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ข้อเสื่อม นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งเต้านมในเพศหญิง มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย การทำงานของปอดลดลง เนื่องจากชั้นไขมันหนารอบทรวงอกทำให้การขยายตัวของปอดทำได้ไม่ดีนัก และไขมันที่หนาบริเวณท้องก็ทำให้กระบังลมยืดหยุ่นตัวได้ไม่ดี ดังนั้นจึงสังเกตว่าในคนที่อ้วนมากจะมีอาการหายใจลำบาก หรือมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ ในขณะนอนหลับเรียกว่า sleep apnea ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศีรษะในเวลาเช้า ง่วงนอน หายใจช้าในเวลากลางวัน เป็นต้น

สำหรับ สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (nonnutritive sweetener) ที่ใช้กันทั่วไปเป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริการับรองว่าปลอดภัย ได้แก่ Saccharine (sweet N low) มีความหวาน 300 เท่าของน้ำตาล Aspartam (Nutrasweet, Equal) มีความหวาน 180 เท่า Acesulfame potassium นิยมใส่ในเครื่องดื่ม soft drink ความหวาน 200 เท่า sucralose ความหวาน 600 เท่าของน้ำตาล สารเหล่านี้มีค่าที่กำหนดปริมาณที่ใช้ผสมในอาหารที่คนสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยต่อวัน (Acceptable Daily Intake, ADI) แต่ก็มีการงานวิจัยบางชิ้นอ้างว่าน้ำตาลประเภทนี้บางชนิดก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน

ในทางปฏิบัติการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายจะได้ทั้งน้ำตาล และสารอาหารครบเนื่องจากในผัก ผลไม้ มีทั้งน้ำตาล และคุณค่าสารอาหารอย่างอื่นด้วย ถ้าคุณไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก และห่างไกลจากความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานๆ เครื่องดื่มรสหวาน และอาหารที่มีน้ำตาลมากก็จะดีไม่น้อยทีเดียว

Junk Food หรือ อาหารขยะ  
  

วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง

วิถีชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหารที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย

โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี

Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ

อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง

หยุดชีวิตแวมไพร์ รับวิตามินดีจากธรรมชาติ

ผู้หญิงส่วนหนึ่งใช้ชีวิตเป็นแวมไพร์ เพราะกลัวแสงแดดทำให้เกิดฝ้า ริ้วรอยบนใบหน้าและผิวหนังจนเกิดภาวะพร่องวิตามินดี เนื่องจากร่างกายไม่ถูกแสงแดด อยู่แต่ในห้องแอร์ ทางเลือกอย่างหนึ่งคือลองหาแหล่งอาหารสร้างวิตามินดีที่ใกล้ตัวกันดีกว่า

วิตามินดี ในธรรมชาติมี 2 ชนิด คือ วิตามินดี 2 เป็นวิตามินดีที่ได้จากพืช และวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นวิตามินดีที่ได้จากสัตว์หรือมนุษย์สามารถสร้างได้เองที่ผิวหนังโดยอาศัยแสงรังสีเหนือม่วง ชนิดบีจากแสงแดด

ร่ายกายต้องการวิตามินดี 400-800 ยูนิตต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อย แต่เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ โดยจะไปช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid) ซึ่งเป็นฮอร์โมนอันตรายที่จะไปสลายแคลเซียมออกจากกระดูก นอกจากนี้แล้ววิตามินดียังช่วยสร้างสารออสธีโอเคลซิน (osteocalcin) ช่วยดึงแคลเซียมเข้ามาในกระดูก และช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจำนวนมากระบุว่า วิตามินดีสามารถป้องกันมะเร็งหลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมากและยังพบว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ในต่างประเทศพบว่า ทั่วโลกมีผู้พร่องวิตามินดี ( Vitamin D Inadequacy) สูงถึงร้อยละ 64 ในแถบเอเซียสูงถึงร้อยละ 71

สอดคล้องกับการศึกษาของ รศ.นพ.ศุภศิลป์ สุนทราภา Fu Fu Mi Ju Ma Dk Au อาจารย์ประจำภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ผู้หญิงไทยมีภาวะพร่องวิตามินดีสูงมากในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนสูงถึงร้อยละ78 ในผู้หญิงวัยทองร้อยละ60 ผู้หญิงสูงอายุในเมืองร้อยละ65 มีเพียงผู้หญิงสูงอายุในต่างจังหวัดเท่านั้นที่มีภาวะพร่องวิตามินดีต่ำเพียงร้อยละ 15 เพราะทำงานอยู่กลางแจ้ง ต่างจากกลุ่มอื่นๆที่กลัวแสงแดด

รศ.นพ.ศุภศิลป์  แนะว่า การเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการทานน้ำมันตับปลา เนื้อปลา และวิตามินดีแบบเม็ด หรือการสร้างวิตามินด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด นั่นคือ การเปิดรับแสงแดดผ่านทางผิวหนังซึ่งแสงแดดมีคุณสมบัติในการสร้างวิตามินให้กับร่างกาย เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้ง การเดินตากแดด สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่ 8.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่แรงและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมากเกินไป ซึ่งเวลาเพียง 30 นาทีที่ผิวหนังเปิดรับแสงแดดเข้าสู่ร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต ที่สำคัญไม่ควรทาครีมกันแดด

นอกจากแสงแดดแล้ว ยังสามารถหา แหล่งวิตามินดี ได้จาก ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับ ปลาคอด ปลาทู ไข่แดงปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ทั้งวิตามินดีและโปรตีนแล้วยังมีสารสำคัญคือ กรดไขมันจำเป็นชนิด โอไมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นสูง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

ขณะเดียวกัน เห็ดหอม ให้สรรพคุณทางยา เป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แถมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลแล้วยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก และป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย อีกด้วยวิตามินดีจึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆมากมาย

สารพัน โรคต้อ ที่คุณควรรู้

โรคเกี่ยวกับ ดวงตา ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากอาการตาบอดแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคนั่นคือ โรคต้อตา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด แต่เชื่อได้ว่าแม้โรคต้อตาจะคุ้นหูและเป็นที่รู้จักกันมายาวนาน แต่ความรู้เกี่ยวกับโรคเหล่านี้อาจยังไม่ลึกซึ้งนัก และยังมีความเชื่อและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่หลายประการ

ทั้งนี้ ตาต้อ เป็นคำรวมๆ เรียกโรคตาหลายชนิด ในความเป็นจริง คำว่า ต้อ แปลว่าโรคตาที่ทำให้ตามัว แต่มักใช้เรียกชื่อโรคตาหลายๆ ชนิดว่าต้อ ซึ่งโรคต้อแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกัน และมีเรื่องที่ควรทำความรู้และความเข้าใจ เพื่อรักษาตาของตนเองให้ปลอดภัยจากโรคต้อเหล่านี้มีอยู่ 4 ชนิดคือ

1.โรคต้อลม (Pinguecular) มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้างๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
2.โรคต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อเมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด

3.โรคต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาวๆ บัง ส่วนมากมักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา

4.โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาน้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้นจนกระทั่งกดขั้วประสาทตา ทำให้มีการเสียของลานสายตา การมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทในที่สุด

สำหรับคำถามหรือความเชื่อเกี่ยวกับโรคต้อต่างๆ นั้นสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้

1.โรคต้อลม สาเหตุเกิดจากลม และการใส่แว่นจะป้องกันโรคได้

อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่าสาเหตุของโรคต้อลมนั้นเกิดได้ทั้งจากลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคแล้ว ยังจะทวีความรุนแรงของโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคต้อลมอยู่แล้ว ให้มีอาการเคืองตามากขึ้นและลุกลามมากขึ้นด้วย Sc Sc Sc Sk Da Pe Bl ซึ่งแว่นตาจะสามารถช่วยป้องกันลมเฉพาะจากด้านหน้าได้เท่านั้น ยังมีโอกาสที่ลม ฝุ่น และแสงแดดจะสัมผัสกับดวงตาจนทำให้เกิดอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือควรให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น หรือแสงแดดจ้าๆ จะเป็นประโยชน์กว่า

2.โรคต้อเนื้อเกิดจากการกินเนื้อ และหลังลอกต้อเนื้อห้ามกินเนื้อสัตว์

เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เช่นกันอย่างที่กล่าวถึงโรคต้อเนื้อไปแล้วว่าเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุบริเวณข้างตาดำ จากการสัมผัสสิ่งระคายเคือง แม้จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินอาการประเภทเนื้อสัตว์แต่อย่างใด ที่สำคัญการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หลังลอกต้อเนื้อ ก็ไม่ได้ทำให้แผลเกิดอาการอักเสบหรือเกิดต้อเนื้อขึ้นใหม่อย่างที่เข้าใจกัน สามารถกินได้ตามปกติ

3.ทุกคนมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจก

โรค้อกระจกเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาที่มีลักษณะใสมีสีขาวหรือขาวอมน้ำตาลมากขึ้น ดังนั้น เมื่อมนุษย์ทุกคนอายุมากขึ้นก็จะเกิดอาการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาทุกคน เมื่อความขุ่นของเลนส์ตามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาตามัวก็จะเรียกว่าเป็นต้อกระจก ทุกคนจึงมีสิทธิเป็นโรคต้อกระจกแน่นอน แต่อาจเป็นตั้งแต่อายุน้อยหรือมากซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

4.โรคต้อกระจกสามารถใช้ยาหยอดตารักษาให้หายได้

ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตาหรือยากินที่สามารถรักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดได้ การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด หรือเรียกว่าการลอกต้อ โดยเอาเลนส์ธรรมชาติที่ขุ่นเป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน โดยวิธีการเอาเลนส์ตาที่เป็นต้อกระจกออก อาจใช้วิธีการดันออกหรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายออกก็ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของจักษุแพทย์ แต่ยังไม่มีการใช้เลเซอร์ในการผ่าตัดโรคต้อกระจก

5.โรคต้อหินเป็นแล้วต้องผ่าตัดอย่างเดียว

ความจริงแล้วโรคต้อหินเองก็มีหลายชนิด การรักษาจึงมีหลากหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตาลดความดันลูกตา หรือกินยาลดความดันตา การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัด โดยกรณีที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดไม่ใช่การผ่าเอาหินหรือของแข็งออกจากตา แต่เป็นการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงในลูกตาออก ทำให้ความดันตาลดลงและไม่เป็นอันตรายต่อขั้วประสาทตา และ 6.โรคต้อต่างๆ เป็นโรคทางกรรมพันธุ์

โรคต้อลมและต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งระคายเคืองจึงไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุเกิดจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามสภาพ ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นกัน แต่โรคต้อกระจกในเด็กหรือเป็นแต่กำเนิดในบางรายอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคต้อหินเป็นเป็นได้ทั้งเป็นและไม่เป็นโรคทางพันธุกรรม แต่ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน เมื่ออายุเกิน 40 ปีควรได้รับการตรวจวัดความดันตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินที่อาจเกิดขึ้นได้

เบาหวาน...เรื่องไม่เบาที่เด็กและวัยรุ่นควรใส่ใจ

เคยไหมกินจุแต่กลับผอมลง ปวดปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อยและมีภาวะขาดน้ำ …

ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยปกติเวลาเรารับประทานอาหารเข้าไป สารอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้ให้เกิดพลังงาน โดยการนำเข้าไปในเซลล์หรือหน่วยเล็กๆ ของร่างกายเพื่อเอาไปเผาผลาญ สารเคมีหรือฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เอาน้ำตาลเข้าเซลล์ คือ ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่สร้างและหลั่งมาจากตับอ่อน ในผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ เนื่องจากร่างกายขาดอินซูลินหรืออินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี จึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และผลที่ตามมาคือ โรคเบาหวาน กล่าวคือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อย มีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ และหากมีอาการรุนแรง ร่างกายจะสลายไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล สารที่ได้เรียกว่า กรดคีโตน ทำให้มีอาการหายใจหอบลึก

รู้มั้ย .เบาหวานไม่ได้เป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กและวัยรุ่นก็เป็นเบาหวานได้

ชนิดของเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น จริงๆ แล้วมีชนิดย่อยหลายชนิด แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 ชนิดหลัก คือ

1.เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 DM)

เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (ร่างกายขาดอินซูลิน) เด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ มักมีอายุน้อยกว่า 10 ปี แต่ในวัยรุ่นก็พบได้เช่นกัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ บางรายรุนแรงมีกรดคั่งในเลือด

สาเหตุที่ตับอ่อนถูกทำลายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการแพทย์คาดว่าเกิดจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์ การติดเชื้อบางอย่างเป็นตัวกระตุ้น รักษาโดยการฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าผิวหนัง ขณะนี้ยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาด และยังไม่พบวิธีที่จะป้องกัน แพทย์และนักวิจัยกำลังพยายามหาวิธีป้องกันในเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่มีพี่น้องป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และวิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อน ซึ่งยังต้องติดตามผลการวิจัยต่อไป

2.เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 DM)

การเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มของอุบัติการณ์โรคอ้วนในเด็ก ซึ่งมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย Or Si Bu Li Em Le Tr เด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 คือ เด็กอ้วนและกำลังเข้าสู่วัยรุ่น แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี เช่นกัน

เด็กอ้วนจะมีเซลล์ไขมันจำนวนมาก เซลล์ไขมันเหล่านี้จะปล่อยสารต่างๆ เช่น กรดไขมันออกมาทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน หรืออธิบายง่ายๆ ว่า อินซูลินที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์นำน้ำตาลเข้าเซลล์ไปใช้ให้เกิดพลังงานได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็น โรคเบาหวาน นั่นเอง

โดยทั่วไปผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะมีอาการน้อยมาก หรือไม่มีอาการใดๆ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงเท่ากับเบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้อาจตรวจพบล่าช้า

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2


-มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2  -มีภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วน -คนเชื้อชาติเอเชีย -มีปื้นดำหนาๆ ที่คอ เรียกว่า อะแคนโทสิส (Acanthosis negrican)

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ป่วยต้องลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่ไปกับการให้ยาชนิดรับประทาน แต่ถ้ารักษาแล้วไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

การป้องกันเบาหวาน

-เบาหวานชนิดที่ 1 ขณะนี้ยังไม่มีวิธีป้องกัน -เบาหวานชนิดที่ 2 พยายามให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ลดอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไก่ทอด นมเปรี้ยว น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง, ขนมถุงกรุบกรอบ และควรส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอ้วน

เมื่อใดควรมาพบแพทย์

1.ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นเบาหวาน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ กินจุ ผอมลง ปัสสาวะมีมดตอม เป็นแผลหายช้า ติดเชื้อที่ผิวหนัง

2.ถ้าเด็กหรือวัยรุ่นอ้วน และมีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวาน

3.มีปื้นดำที่คอ

ผู้ปกครองควรหมั่นดูแลบุตรหลานว่ามีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้หรือไม่ ถ้าพบควรพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

วิธีการตรวจหาเบาหวาน ตรวจจากเลือด ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมเดซิลิตร ถือว่าเป็น เบาหวาน หรือถ้าระดับน้ำตาลหลังอาหาร หรือ หลังกินน้ำตาล (ตามแพทย์สั่ง) เป็นเวลา 2 ชม. มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมเดซิลิตร ก็ถือว่าเป็นเบาหวานเช่นกัน

ลองสังเกตดูนะคะว่าบุตรหลานของท่านมีปัจจัยเสี่ยง หรืออาการที่เข้าได้กับเบาหวานหรือไม่ ถ้ามีควรมารับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา และหลอดเลือดในอนาคต

สารตะกั่วทำลายสมองเด็ก

สารตะกั่ว ภัยร้ายที่อยู่รอบตัวเด็ก อยู่ในสีทาบ้าน ของใช้ ของเล่นเด็ก เมื่อได้รับจะส่งผลเสียต่อร่างกายและสติปัญญา ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เป็นภัยใกล้ตัวอีกอย่างที่หลายคนอาจมองข้าม สำหรับพิษสารตะกั่วที่มากับสีทาบ้าน ของใช้และของเล่นเด็ก

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงสารตะกั่วที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเด็กเล็กว่า เนื่องจากเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ถึงร้อยละ 50 ในขณะที่ผู้ใหญ่ดูดซึมได้เพียงร้อยละ 10-15 ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ประกอบกับพฤติกรรมของเด็กที่ชอบเล่นตามพื้นดิน ไม่ล้างมือ ดูดนิ้วหรือหยิบของเข้าปาก ทำให้มีโอกาสได้รับพิษตะกั่วมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า

ทั้งนี้เมื่อเด็กได้รับสารพิษจากตะกั่วเข้าไปแล้วจะส่งผลเสียอย่างชัดเจนต่อร่างกายและระดับสติปัญญา โดยเฉพาะสมองที่กำลังพัฒนาจะไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติได้ทำให้ ไอคิวต่ำ และถ้าได้รับในปริมาณสูงจะมีผลต่อสมอง ตับ และไต ทำให้มีอาการซีด ชัก และเสียชีวิต นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสสารตะกั่วมีความเสี่ยงสูงที่จะแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือลูกมีน้ำหนักตัวน้อย

หนึ่งในแหล่งสารตะกั่วใกล้ตัวเด็กคือ สารตะกั่วในสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีที่นำมาทาอาคารภายใน เครื่องเล่น ของเล่นเด็ก ตลอดจนของใช้ของเด็ก เมื่อสีมีการหลุดร่อนจะมีการปนเปื้อนผงฝุ่นตะกั่วร่วมด้วย และหากเด็กสัมผัสผงฝุ่นเหล่านั้นหรือหายใจเข้าไปจะได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย

ดังนั้นข้อแนะนำในการดูแลเด็กให้ห่างไกลพิษสารตะกั่วเบื้องต้นคือ เลือกใช้สีน้ำทาภายในตัวบ้านแทนการใช้สีน้ำมัน สีที่ใช้ควรมีปริมาณตะกั่วไม่เกิน 90- 100 ppm ดูแลไม่ให้เด็กเล่นเครื่องเล่นของเล่นที่สีหลุดร่อน ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหารและก่อนรับประทานอาหาร ตลอดจนดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้ นมสด Tr Bu Pa L Ro Fo Ni ปลาเล็กปลาน้อย เนื้อแดง เพราะสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารตะกั่วได้น้อยลง

ขณะนี้กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ได้วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย ทำการสำรวจสถานการณ์การสัมผัสสารตะกั่วในเด็กเล็กอายุ 9-24 เดือน ที่อาศัยอยู่ในบ้านจากทุกภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การศึกษาปัญหาของสารตะกั่วในสีทาบ้านที่มีผลต่อสุขภาพเด็ก คาดว่าจะเริ่มทำการสำรวจในเดือนธันวาคม 2556 - กุมภาพันธ์ 2557

ห้ามใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็กแห่งญี่ปุ่น (Japan Pediatric Association) ออกมาเตือนว่า การใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็กอาจส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาจิตใจและร่างกายของเด็ก และจะเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาในเดือนหน้า เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่สอนความรู้ใหม่จากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการดูแลเด็กๆ

ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนทำให้มีการนำแอพพลิเคชั่น โดยพุ่งเป้ามาใช้กับเด็กเล็กมากชึ้น เช่น ภาพหนังสือ ปริศนา ซึ่งบางแอพมีการดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ปกครองบางคนให้สมาร์ทโฟนกับเด็กเพื่อใช้เล่นกับบางแอพหรือดูวีดิโอการ์ตูนและทิ้งไว้ตามลำพัง

นายฮิโรมิ อุตซูมิ ผู้อำนวยการบริหารสมาคม ได้ออกมาเตือนว่า การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและเด็กเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการพึ่งพาสมาร์ทโฟน เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาทางร่างกายและสมอง และยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทำงานของมือและการสัมผัสทั้ง 5

จากความกังวลดังกล่าวทางสมาคมจึงมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลี่ยงการโชว์สมาร์ทโฟนให้เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ หรือให้เด็กเล่นกับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจาก สถาบันการวิจัยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาบีเนส (Benesse Educational Research and Development Institute) ที่ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เผยว่า ร้อยละ60 ของคุณแม่ของเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนจำนวน 3,000 คนมีสมาร์ทโฟน และร้อยละ 80 ของคุณแม่เหล่านี้อยู่ในวัยไม่เกิน 29 ปีมีสมาร์ทโฟนใช้

ด้าน ทาคามิตซุ มัตสุไดระ ประธานสมาคมแห่งนี้ ได้กล่าวว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกตามลำพังมักใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แต่ตนต้องการให้ยึดเรื่องการสัมผัสและพูดคุยโดยตรงกับเด็กไว้เป็นสิ่งสำคัญ

ส้นสูงห้ามวิ่ง เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมระยะยาว

แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา ประเทศจีน บอกเตือนสุภาพสตรีทั้งหลายด้วยความหวังดีว่า ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูงวิ่งไล่ตามขึ้นรถเมล์ เพราะจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเมื่อมีอายุได้

แพทย์คณะเวชศาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยนิงโบ ที่เมืองซีเจียง ได้ศึกษาโดยตรวจวัดการเคลื่อนไหวของสะโพกและข้อเท้าของสาวๆ ที่สวมรองเท้าแบบต่างๆ ที่ต้องวิ่งอยู่เป็นประจำ พบว่า ผู้ที่สวมรองเท้าส้นสูงที่ต้องวิ่งอยู่บ่อยๆ นานๆ จะเสี่ยงกับที่จะเป็นโรคข้อเสื่อมในระยะยาวได้

และพวกเขาได้ตรวจวัดการเคลื่อนไหวของหัวเข่าเมื่อกางออกและหุบเข้า กับสะโพกขณะงอและยืดออก ตอนสวมรองเท้าส้นสูงวิ่ง เพื่อจะหาวิธี ไม่ให้ข้อเข่า ต้องมารับน้ำหนักมากจนเกินไป

เลือกชุดออกกำลังกายอย่างไรดี

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่รู้สึกว่า เวลาจะไปออกกำลังกายหรือเข้าห้องฟิตเนส ตลอดจนไปเล่นโยคะนั้น ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวแบบไหนดี นอกจากนั้นเมื่อไปเดินหาซื้อหรือลองดูว่ามีชุดออกกำลังกายอะไรที่เหมาะกับตัวเราบ้างนั้น เราก็ยังสองจิตสองใจว่าจะนุ่งห่มอย่างไรดี

กรณีดังกล่าวนี้ถือเป็นปัญหาของสาวส่วนใหญ่ค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าผู้หญิงทำอะไรก็ต้องสวยและดูดีไว้ก่อน จนบางครั้งลืมไปว่าการออกเอ็กเซอร์ไซส์ของตัวเองนั้น เป้าหมายคือสุขภาพ หรือไม่ก็เพื่อรักษาดูแลทรวดทรงองค์เอวให้เฟิร์ม และที่สำคัญคือลดความอ้วน

ตลาดชุดเพื่อการออกกำลังกายทุกวันนี้เห็น จุดอ่อน ของผู้หญิงในเรื่องนี้นี่เอง เราจึงเห็นชุดออกกำลังกายที่สวยเวอร์ อินเทรนด์ตามแฟชั่นมากมาย โดยเฉพาะสีสันสายรุ้งออกแนวนีออนก็มีให้เห็นเยอะแยะ ทั้งๆ Gi Na Na Ed Ra Ka Cl ที่ชุดออกกำลังกายนั้นควรเน้นนุ่งห่มแล้วสะดวกต่อการออกกำลังเสียมากกว่า

มีข้อแนะนำง่ายๆ ค่ะว่า ชุดเพื่อการออกกำลังให้ได้พลังตามเป้าหมายที่ต้องการนั้น คุณผู้หญิงต้องละเลิกกับคำว่า แฟชั่น หรือจัดให้มันอยู่ท้ายสุด แต่อันดับแรกคือ คุณอยากใส่อะไรก็ใส่เถอะ ถ้าเห็นว่ามันจะง่ายต่อการยืดแข้งยืดขา หรือสะดวกต่อรูปแบบในการออกกำลังของคุณ

สิ่งต้องห้ามสำคัญคือ อย่าริใส่ชุดที่แน่นเปรี๊ยะ อวดทรวดทรง ถึงแม้เชปของคุณจะสวยเท่าไรก็ตาม เพราะชุดที่ดีนั้นต้องไม่ตึงและรัดแน่นจนขยับตัวลำบาก ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะหลวมโครกเสียจนมาขัดขวางการก้มหรือเงยเวลาออกกำลังกายนะคะ

สำหรับเรื่องสีสันนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงสีนีออนค่ะ เพราะคุณจะเป็นเป้าสายตาตลอดเวลาแน่นอน หากคุณเดินเข้าไปออกกำลังกายในสถานที่ใดก็ตามด้วยชุดที่เตะตา

เห็นข้อมูลดังกล่าวนี้แล้ว ก็อย่าให้ชุดสวยตามแฟชั่นมาหลอกเงินในกระเป๋าคุณอีกเลย และชุดสวยอย่างที่คุณเห็น เอาไว้ดูในละครทีวีหรือหนังโฆษณาก็พอแล้วค่ะ

เริ่มบุฟเฟต์ด้วยผลไม้

ทีมนักวิจัยด้านโภชนาการของสหรัฐอเมริกา เผยถึงการเริ่มรับประทานอาหารค่ำแบบบุฟเฟต์ ด้วยผลไม้ก่อนจะช่วยให้รับประทานอาหารประเภททอด ไขมันสูง ที่เป็นสาเหตุของกาเรกิดโรคอ้วนได้ลดลง

คอร์เนลล์ : ทีมนักวิจัยด้านโภชนาการของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา เผยถึงหลักในการรับประทานอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์เป็นอาหารดินเนอร์หรืออาหารในช่วงค่ำว่า ผู้ทานควรเริ่มต้นทานอาหารประเภทผลไม้ก่อน แทนที่จะเริ่มต้นทานอาหารจังค์ฟู้ดที่มีไขมันสูง รวมถึงอาหารประเภททอด เนื่องจากหากทานอาหารชนิดนี้ก่อนอาจทำให้รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ในมื้อนั้นมากขึ้นกว่าปรกติถึง 31% ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจผู้ที่ทานบุฟเฟ่ต์มีถึง 58% ที่จะทานผลไม้เป็นอาหารตบท้ายของมื้อ แต่หากมีผู้เสนอให้ทานผลไม้เป็นอันดับแรก พบว่า มีผู้ทานบุฟเฟ่ต์ถึง 86.4% หันมาทานผลไม้เป็นอันดับแรก

สเต็มเซลล์ไม่ใช่เทวดา

การรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ เป็นวิธีที่ได้ยินบ่อยขึ้นระยะหลัง ความมหัศจรรย์ของมันถูกพูดถึงใหญ่โต ราวกับมนุษยชาติได้ค้นพบน้ำพุแห่งชีวิต

บ้างคุยว่าจะเอาไปชุบชีวิตเซลล์สมอง บ้างบอกเอาไปสู้กับเบาหวาน บ้างบอกเอาไปทดแทนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายด้าน และยังอีกสารพัดโรคร้าย

เท็จจริงเป็นอย่างไร

ผศ.พญ.กลีบสไบ สรรพกิจ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ศิริราชพยาบาลให้ความชัดเจนว่า สเต็มเซลล์ หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นเซลล์ตัวอ่อนของเลือดที่จะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดเลือด โดยการเพิ่มจำนวนตัวเองได้เรื่อยๆ รวมถึงพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นเซลล์ที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เซลล์ตับ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน หรือระบบต่างๆ

จริงๆ แล้วร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์อยู่ทั่วร่างกายมากน้อยต่างกัน แต่สเต็มเซลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับในด้านการรักษาโรคในขณะนี้คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูก ซึ่งสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นได้ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดตลอดเวลาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราชพยาบาล แจงสี่เบี้ย

ความสามารถพิเศษของสเต็มเซลล์เป็นเหตุให้ทางการแพทย์สนใจและเกิดความคิดว่าน่าจะนำมาใช้ในการรักษาโรคได้อีกหลายโรค

แหล่งที่มาของเซลล์ต้นกำเนิด แบ่งได้ 2 ทาง ได้แก่ เซลล์ต้นกำเนิดของตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ได้จากไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิช่วง 7 วันแรก เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนแบบนี้สามารถแบ่งตัวเป็นอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ

ชนิดที่สองคือเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อเฉพาะ มีความสามารถในการแบ่งเซลล์เป็นเซลล์ที่จำเพาะหรือพัฒนาเป็นอวัยวะเดียวกับที่ดูดเก็บสเต็มเซลล์มา เช่น เซลล์จากสมอง เลือด กระจกตา จอตา หัวใจ เซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อโพรงฟัน ผิวหนัง กล้ามเนื้อลาย ลำไส้ เส้นเลือด ไขกระดูก เป็นต้น

ปัจจุบันการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรคเลือด อยู่ในขั้นตอนการวิจัยทั้งสิ้น ส่วนการรักษาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แล้วได้แก่ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว Ji Dk In Ar Em Go Ha โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดโลหิตชนิดอื่นๆ โรคโลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อเท่านั้น

ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ หัวหน้าหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การใช้สเต็มเซลล์รักษาขณะนี้มีเพียง 2 รูปแบบเท่านั้นได้แก่ การใช้สเต็มเซลล์จากระบบเลือดในการรักษาโรคเลือด และการใช้สเต็มเซลล์จากระบบเลือดหรือระบบอื่นๆ รักษาโรคอื่นๆที่ไม่ใช่โรคเลือดซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเป็นส่วนใหญ่

โรคที่ทางการแพทย์ยอมรับแล้วว่าสามารถใช้สเต็มเซลล์รักษาได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หรือลิวคีเมีย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งของไขกระดูก ไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรงที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ และไขกระดูกผิดปกติชนิดอื่น ธาลัสซีเมีย โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมะเร็งในเด็กบางชนิด

สเต็มเซลล์มีการใช้ในวางการแพทย์มากขึ้น ตั้งแต่ปี 2523-ปัจจุบัน โดยผลที่ตามมาหลังจากมีการนำไปใช้ในการรักษาคือ มียอดผู้บริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมียอดอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 95,356 ราย โดยมีอาสาสมัครที่ได้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตไปแล้ว 79 ราย จากยอดผู้รับบริจาค 1,066 รายจากทั่วโลก

สำหรับคนที่ป่วยเกี่ยวกับโรคเลือดและสนใจรักษาด้วยสเต็มเซลล์ หัวหน้าหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูก จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำว่า ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่หากมีการเชิญชวนให้มีการรักษาด้วยเทคนิคดังกล่าว ต้องศึกษาอย่างเข้าใจว่าเป็นงานวิจัยหรือว่าเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สเต็มเซลล์ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างวิจัย สถานพยาบาลไม่ควรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากคนไข้

ผู้ชายใจดีตอนเย็น ฤกษ์เจ้านายใจดีกับลูกน้องอยู่ตอนบ่ายโมง    

การสำรวจความคิดเห็นของเมืองน้ำชา ทำให้ล่วงรู้ถึงความลับของลูกผู้ชายว่า จะใจอ่อนกับผู้หญิงมากที่สุด เมื่อตอนเวลาเลย หกโมงเย็นไปแล้ว โดยเฉพาะกับภริยา ไม่ว่าจะถูกใช้ให้ไปเทขยะ หรือให้พาไปเที่ยวช่วงตอนสุดสัปดาห์ อันหวานชื่น อย่างไรก็ตาม การสำรวจซึ่งทำโดยบริษัทยาและยาคุมกำเนิดยักษ์ ไบเออร์ เชอริง ฟาร์มา กับชายหญิงไม่ ต่ำกว่า 1,000 ราย ยังเห็นใจผู้ชายคนกลัวเมียทั้งหลาย โดยให้คำแนะนำว่า อย่าคิดไปโต้เถียงเอาชนะคะคานกับภริยาตอนช่วงบ่ายๆ โดยเฉพาะเวลาบ่าย 3 โมงเป็นอันขาด เพราะเป็นเวลาฤกษ์ที่ยอมหักไม่ยอมงอของเธอ ส่วนพนักงานลูกน้องทั้งหลายนั้น หากอยากจะร้องขอต่อหัวหน้าหรือเจ้านายด้วยเรื่องใด แม้กระทั่งขอเงินเดือนขึ้น ควรจะเข้าไปหาเมื่อเวลาบ่ายโมง เพราะจะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่จะอ่อนข้อกับข้อเรียกร้องมากที่สุดผู้ให้ความเห็นมากถึงร้อยละ 86 ต่างเผยว่า รู้ดีถึงอารมณ์ดีอารมณ์เสียของมนุษย์ แต่มีเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งดี ที่ทันคิดใช้มันให้เป็นประโยชน์ จิตแพทย์อีวี เบนท์ลีย์ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ส่อว่า หากเราจับจังหวะชีวิต หรือจังหวะตามธรรมชาติของร่างกายได้ เราอาจจะได้ในสิ่งที่เราต้องการบ่อยขึ้น

วิธีเลี้ยงสุนัขให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย

ทำความเข้าใจ และเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่กับเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างปลอดภัย

     ในบทความเทคนิคการเลี้ยงการดูแลเมื่อสัปดาห์ก่อน ปังปอนด์ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ 4 วิธีเตรียมความพร้อมให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์ ที่ไขข้อข้องใจใครหลาย ๆ คนเกี่ยวกับ หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงน้องหมาได้หรือไม่กันไปแล้ว ในสัปดาห์ครั้งนี้ปังปอนด์ก็ได้นำบทความเกี่ยวกับ วิธีเลี้ยงน้องหมาให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย มาฝากเพื่อน ๆ กันตามสัญญา เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่กำลังจะมีลูกน้อย หรือเพื่อน ๆ ที่มีเด็กอยู่ในครอบครัวได้เรียนรู้วิธี เคล็ดลับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร รวมถึงเราจะต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรที่จะสามารถทำให้น้องหมาอยู่ร่วมกับลูกน้อยของเราได้ เราไปติดตามกันเลยค่ะ ...

ถ้าในครอบครัวมีเด็ก เราจะสามารถเลี้ยงสุนัขได้ไหม

     เราจะเลี้ยงสุนัขร่วมกันกับเด็กได้ไหม เลี้ยงสุนัขในบ้านที่มีเด็กจะทำให้เด็กป่วยได้หรือเปล่า  ... เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนมักสงสัยกันว่า หากในบ้านของเรามีเด็กทารกหรือเด็กเล็กนั้นจะสามารถเลี้ยงให้อยู่ร่วมกันภายในบ้านได้หรือไม่ แล้วสุนัขจะแพร่เชื้อโรคให้เด็กป่วยได้ไหม ซึ่งขอตอบเลยค่ะว่า เราสามารถเลี้ยงสุนัขให้อยู่ร่วมกันกับเด็กได้ เพียงแต่เราจะต้องดูแลทั้งเด็กและสุนัขให้สะอาดอยู่ตลอดเวลาเพื่อสุขอนามัยที่ดี และควรให้อยู่ในสายตาอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยค่ะ

     และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาพบว่า การเลี้ยงทารกหรือเด็กให้อยู่ร่วมกันกับสุนัขจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ดี เพราะเด็กจะมีโอกาสได้สัมผัสเชื้อโรคและการติดเชื้อได้มากกว่าปกติ ร่างกายของเด็กจึงมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภูมิแพ้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงอยู่ภายในบ้าน และการมีสุนัขจะช่วยปลูกฝังเรื่องความรักสัตว์ให้เด็ก ทั้งยังทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นค่ะ

     รวมถึงยังมีการศึกษาของ นายแพทย์อีจา เบอร์โกรธ กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลคุโอปิโอ ในฟินแลนด์ ที่ศึกษาในหัวข้อ การที่เด็กทารกได้ใกล้ชิดคลุกคลีกับสุนัขและแมว มีผลต่อเรื่องความแข็งแรงของเด็กน้อยหรือไม่ โดยได้ติดตามเด็ก 397 คน ที่เกิดที่โรงพยาบาลคุโอปิโอ ในช่วงเดือนกันยายน 2002 - พฤษภาคม 2005 ซึ่งมีทั้งครอบครัวที่เลี้ยงสุนัขและบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงเลย แล้วให้ผู้ปกครองตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับสุขภาพและอาการความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานเป็นประจำทุกสัปดาห์ ตั้งแต่อายุ 9 สัปดาห์ - 1 ปี

      โดยผลการรวมรวมข้อมูล สรุปได้ว่า เด็ก ๆ จากบ้านทีมีสัตว์เลี้ยง มีสุขภาพที่แข็งแรงและเจ็บป่วยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดย 73% ของเด็กที่มาจากบ้านที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนเด็กที่มาจากบ้านที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลยมีสัดส่วนที่สุดภาพดีอยู่ที่ 65% เท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ น่าจะเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงได้นำเอาดินและแบคทีเรียต่าง ๆ จากนอกบ้านเข้ามาภายในด้วย ทำให้เด็ก ๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับสุนัขจึงได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และยังพบว่า โอกาสที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะพัฒนาไปเป็นโรคภูมิแพ้ใด ๆ ในอนาคตก็ลดน้อยลงอีด้วยค่ะ

วิธีเลี้ยงน้องหมาให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย

เด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี


     สำหรับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี ที่เป็นวัยที่กำลังมีพัฒนาการทั้งด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็วทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์ความรู้สึกนั้น  ผู้เลี้ยงควรเริ่มจากการแนะนำให้สุนัขได้รู้จักสมาชิกใหม่นั่นก็คือ ลูกน้อย โดยการสร้างประสบการณ์ ความทรงจำที่ดีให้กับทั้งลูกน้อยและสุนัขอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สุนัขเกิดการยอมรับ ไม่อิจฉาหรือต่อต้านสมาชิกใหม่ของครอบครัว Mi Oa Tu Go Di La Wi โดยครั้งแรกที่ผู้เลี้ยงพาลูกน้อยเข้าบ้าน ผู้เลี้ยงจะต้องไม่ตวาดใส่สุนัขแต่ควรทักทายด้วยน้ำเสียงปกติและมั่นคง จากนั้นจึงค่อย ๆ ปล่อยให้สุนัขสำรวจ ดมกลิ่นตัวของลูกน้อย (สุนัขมักจะแสดงอาการตื่นเต้น หรือวิ่งรอบตัวเด็ก) และสั่งให้สุนัขนั่งลงข้าง ๆ และรอจนกว่าสุนัขจะสงบนิ่งจึงให้ขนมเป็นรางวัล เพื่อเป็นการบอกว่า เขาทำดีแล้ว

      เมื่อสุนัขสงบนิ่งลง ผู้เลี้ยงอาจจะนั่งอุ้มลูกน้อยโดยมีสุนัขนั่งอยู่ข้าง ๆ ประมาณ 30 นาที เพื่อให้สุนัขสามารถปรับตัว และเรียนรู้ว่า การมีลูกน้อยอยู่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวของสุนัข (ผู้เลี้ยงอาจจะใช้มืออีกข้างลูบหัวสุนัขเบา ๆ เพื่อให้เขารู้ว่า ถึงแม้จะมีเด็กทารกแต่ผู้เลี้ยงก็ยังสนใจเขาอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขเกิดการยอมรับในตัวลูกน้อยของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ) หรือผู้เลี้ยงอาจจะนำเสื้อผ้าของลูกน้อยที่ใส่แล้วยังไม่ได้ซักไปให้สุนัขดมเพื่อสร้างความคุ้นชิน และเพื่อบอกให้สุนัขรับรู้ว่า ลูกน้อยของเราก็เป็นนายของเขาอีกหนึ่งคนค่ะ

     แต่สำหรับสุนัขที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับลูกน้อย เช่น กระโจนใส่เด็ก ขู่ คำราม ฯ ผู้เลี้ยงก็ต้องคอยดุและห้ามทุกครั้งที่สุนัขพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่งอย่าหยุด ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ และฝึกไม่ให้สุนัขแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ออกมา โดยการฝึกสุนัขเราต้องให้เวลา ใช้ความเข้าใจฝึกเขา ต่อไปเขาจะเข้าใจและทำตามเองค่ะ

     นอกจากนี้แล้วผู้เลี้ยงยังควรแบ่งพื้นที่ให้สุนัขอยู่เป็นสัดส่วน แยกออกจากพื้นที่ของลูกน้อยให้ชัดเจน โดยอาจจะใช้ กรง ที่กั้นคอก จำกัดพื้นที่ไม่ให้น้องหมาเดินได้อย่างอิสระเพื่อไม่ให้สุนัขรบกวนการพักผ่อนของลูกน้อยและเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงผู้เลี้ยงควรเก็บอุปกรณ์เลี้ยงเด็กต่าง ๆ เช่น ขวดนม ตระกร้าผ้าอ้อม ถ้วยชาม ฯ ไว้บนที่สูงเพื่อป้องกันสุนัขเลียสิ่งของ และในทางกลับกันผู้เลี้ยงก็ควรเก็บชามอาหารสุนัข และของใช้ของสุนัขไว้บนที่สูงเพื่อไม่ให้ลูกน้อยหยิบจับได้ (ลูกน้อยในวัยนี้จะสามารถควาน และมักจะชอบเลียนแบบ ซึ่งอาจจะเลียนแบบพฤติกรรมการกินของสุนัข และคลานไปหยิบอาหารในชามสุนัขมากินได้) พร้อมกับหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยนะคะ

วิธีการให้น้องหมาทำความรู้จักกับเด็กทารก

เด็กอายุ 1-3 ปี


     เด็กอายุ 1-3  ปี เป็นวัยที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสดงความเป็นตัวของตัวเอง สามารถเดินได้คล่องแคล่ว มักจะชอบสำรวจ และมีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว จึงเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ผู้เลี้ยงจึงต้องคอยดูแลเด็กในวัยนี้อย่างใกล้ชิด โดยอาจจะปล่อยให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเล่นกับสุนัขบ้าง (ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เลี้ยง ไม่ปล่อยให้ลูกเล่นกับสุนัขตามลำพัง ทั้งนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยของผู้เลี้ยงได้ เช่น สุนัขเดินชนเด็กล้ม สุนัขเลียหน้าเด็ก ฯ) เพื่อให้ลูกน้อยเรียนรู้และสร้างความคุ้นเคยกับสุนัข โดยผู้เลี้ยงอาจจะหาซื้อชุดของเล่นคุณหมอมาให้ลูกน้อยได้สวมบทบาทเป็นสัตวแพทย์ ให้ชวนสุนัขพูดคุย สอบถามอาการและวิธีการจัดการกับสุนัข ซึ่งการเล่นสวมบทบาทนี้จะช่วยกระตุ้นจินตนาการให้ลูกน้อยไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์กับสุนัข ช่วยปลูกฝังให้ลูกน้อยมีจิตใจที่อ่อนโยน รู้จักการให้ค่ะ

      หลังปล่อยให้ลูกน้อยเล่นกับสุนัขเสร็จ ผู้เลี้ยงก็ควรพาลูกน้อยไปล้างมือทุกครั้ง และหมั่นกวาดบ้าน เพื่อกำจัดเศษขนสุนัขที่หลุดร่วงออกมา ถูบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อทุกวันเพื่อป้องกันไรฝุ่น และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ตามพื้น และสำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขไว้ภายในบ้าน ก็ควรกำจัดเห็บอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพราะเห็บอาจกัดลูกน้อยให้เกิดอาการแพ้ เกิดผื่นคันขึ้นได้ โดยเริ่มจากการกวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น โดยเน้นดูดฝุ่นตามซอกมุมต่าง ๆ ภายในบ้าน  เช่น บนพื้น รอยต่อของไม้ ซอกประตู หน้าต่าง ทำความสะอาดที่นอน โซฟา โต๊ะ ตู้ ฯลฯ หรือในที่ที่คิดว่า ตัวอ่อนของเห็บจะสามารถซุกซ่อนอยู่ได้

     แนะนำว่า หลังจากที่ผู้เลี้ยงทำความสะอาดกวาดถูบ้านเสร็จแล้ว ก็ควรใช้ยาพ่นกำจัดเห็บที่มีส่วนผสมของ Pyrethrin หรือ Permethrin ที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บมาฉีดพ่นตามฝาผนัง ซอกต่าง ๆ เพราะเห็บมักจะเข้าไปหลับและฝังอยู่ตามผนังที่มีช่องว่าง โดยในขณะพ่นยากำจัดเห็บก็อย่าลืมที่จะใส่หน้ากากป้องกันการสูดดมยา และควรป้องกันสมาชิกในบ้านที่เสี่ยงได้รับสารเคมี เช่น หญิงตั้งครรภ์ ลูกหลาน สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ให้ออกจากพื้นที่ในขณะฉีดพ่นก่อน และรอจนกว่าสารเคมีจะแห้งจึงค่อยปล่อยให้สมาชิกในบ้านเข้าบ้านได้ค่ะ ... การทำความสะอาด และพ่นยาภายในบ้านเป็นประจำจะช่วยป้องกันและช่วยลดจำนวนของเห็บลงได้เป็น จำนวนมาก รวมถึงยังช่วยกำจัดแมลงอื่น ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมบทความ เห็บ ศัตรูตัวร้ายของน้องหมาที่ต้องกำจัด)

เด็กอายุ 3-6 ปี

     เด็กอายุ 3-6  ปี เป็นช่วงวัยที่มีความก้าวหน้าทางพัฒนาการค่อนข้างสูง สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง รู้จักสิ่งถูกผิดและการทำให้สังคมยอมรับ ผู้เลี้ยงจึงควรปลูกฝังเด็กให้รู้จักวิธีการเล่นกับสุนัขที่ถูกต้อง เช่น บอกให้ลูกน้อยเล่นกับสุนัขในช่วงเวลาที่สุนัขตื่นนอนอยู่เท่านั้น ห้ามแหย่สุนัขในขณะหลับ ตอนสุนัขกินอาหาร และอย่าทุบตีหรือทำร้ายสุนัขเพราะสุนัขอาจจะตกใจและกัดลูกน้อยจนได้รับบาดเจ็บได้ และเพื่อสุขอนามัยที่ดี ผู้เลี้ยงก็ควรปลูกฝังลูกน้อยรักความสะอาด โดยให้ลูกน้อยล้างมือหลังจากเล่นกับสุนัขเสร็จเป็นประจำทุกครั้ง โดยอาจจะเล่านิทานเกี่ยวกับเชื้อโรคจากการไม่ล้างมือที่อาจทำให้ป่วยก็ได้ค่ะ

     นอกจากนี้ผู้เลี้ยงก็ควรดูแลทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ ควรอาบน้ำให้สุนัขอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และแปรงขนเพื่อสางขนชุดเก่ารวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามตัวสุนัขออก และเพื่อลดการหลุดร่วงของขนสุนัข

     หลาย ๆ คนมักเชื่อว่า ทำขนสุนัขจะทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ขนสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ค่ะ แต่เป็นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ในขนต่างหากที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ดังนั้น การรักษาความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดภูมิแพ้ในลูกน้อยได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

     เด็กในช่วงวัยนี้จะมีทักษะทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ผู้เลี้ยงจึงควรพาลูกน้อยและสุนัขไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ เช่น พาไปเดินเที่ยวตามสวนสาธารณะ เพื่อลูกน้อยจะได้พบปะผู้คนซึ่งจะช่วยฝึกการเข้าสังคม สร้างการรับรู้ที่ดีให้กับลูกน้อย และอาจจะหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกน้อยและสุนัขทำร่วมกัน เช่น นำของเล่นหรือลูกบอลหลากสีให้ลูกน้อยได้โยนให้สุนัขคาบเล่น และเมื่อสุนัขคาบของเล่นกลับมาให้ ก็สอนให้ลูกน้อยมอบขนมเพื่อเป็นรางวัลกับสุนัข พร้อมกับให้ลูกน้อยลูบหัวลูบตัวสุนัข และพูดชื่นชมสุนัขว่าทำดีแล้วเก่งมาก

     ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากจะช่วยให้ลูกน้อยสนุกเพลิดเพลินกับการเล่น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาการระบบประสาทการรับรู้เป็นลำดับขั้น รู้จักเหตุและผลของการกระทำ การจดจำสี ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีในอนาคตค่ะ

เด็กอายุ 6-12 ปี

      เด็กอายุ 6-12 ปี เป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีความสุขกับการได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ชอบเล่นโลดโผน ชอบการมีส่วนร่วม มีเหตุผล รู้จัดการปฏิเสธและยอมรับ ฉะนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรหากิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กในช่วงวัยนี้ได้มีส่วนร่วมที่จะได้ดูแลสุนัข เช่น อาจจะให้ลูกช่วยเตรียมอุปกรณ์ในการอาบน้ำให้สุนัข ช่วยเช็ดตัวสุนัขเมื่ออาบน้ำเสร็จ ช่วยเตรียมอาหารให้สุนัข (จะต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด) ก็เพื่อปลูกฝังให้ลูกรู้จักการให้ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับสัตว์ พร้อมกับบอกให้ลูกรับรู้ว่า สุนัขคือส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว

     และอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ผู้เลี้ยงจะต้องคอยปลูกฝัง และสื่อสารกับเด็กในวัยนี้อย่างสม่ำเสมอคือ บอกให้เด็กเข้าใจว่า สุนัขแต่ละตัวมีนิสัยไม่เหมือนกันจึงไม่ควรเข้าไปเล่นสุนัขแปลกหน้า แต่ถ้าหากเด็กอยากเล่นกับสุนัขก็ควรจะถามเจ้าของสุนัขก่อนว่า สุนัขตัวนั้น ๆ ดุไหม กัดหรือเปล่า ก่อนที่จะยื่นมือหรือเดินเข้าไปจับสุนัข เพราะเคยมีกรณีสุนัขเลี้ยงตกใจกัดเด็กจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งนั่นก็เกิดจากเด็กมักคิดว่า สุนัขของคนอื่นจะใจดี น่ารักเหมือนกับสุนัขที่บ้านของตัวเองค่ะ

       ที่นี้เราก็หายข้องใจเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กกันแล้วใช่ไหมคะ เพียงแค่เราเรียนรู้ช่วงวัย พัฒนาการของเด็กและรู้วิธีการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่กับเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างถูกต้อง โดยต้องรักษาความสะอาด และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพียงเท่านี้น้องหมาและลูกน้อยของเราก็จะเติบโต มีพัฒนาการที่ดี พร้อมกับอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ

เสียเหงื่อแต่ท้องอิ่ม ออกกำลังช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้อ้วนเกิน

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรู้คุณของการออกกำลังอีกอย่างหนึ่ง มันทำให้เรารู้จักอิ่มด้วย

นักวิทยาศาสตร์ของมหา-วิทยาลัยแคมปินาส แห่งบราซิล ได้ผลสรุปของการศึกษาว่า การออกกำลังนอกจากช่วยในการเผา ผลาญแคลอรีแล้ว ยังทำให้หน่วยประสาทมีความรู้สึกไวกับความรู้สึกอิ่ม ซึ่งทำให้กินน้อยลง และช่วยให้น้ำหนักลดในที่สุด

วารสารวิชาการ ห้องสมุดวิทยา-ศาสตร์-ชีววิทยา รายงานว่า หัวหน้านักวิจัย อาจารย์โฮเซ บาร์เรโต ซี. คาร์วอลไฮรา กล่าวว่า การค้นพบนี้จะช่วยให้บรรดาคนอ้วนทั่วโลก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เกิดมีความหวังขึ้น

การชอบกินของมันๆ เชื่อว่า ส่งผล ทำให้การส่งสัญญาณของหน่วยประสาทควบคุมความอิ่ม ที่อยู่บริเวณสมองส่วนล่าง ไม่อาจทำงานได้ ความขัดข้องนี้ทำให้เกิดการกินที่ไม่อาจควบคุมได้ จึงเกิดโรคอ้วนในที่สุด

อาจารย์คาร์วอลไฮราได้พบในการทดลองกับหนูว่า การบังคับให้หนูอ้วนออกกำลัง ช่วยให้การส่งสัญญาณอิ่มไปยังหน่วยประสาทที่สมองส่วนล่างฟื้นขึ้น และมันจึงกินน้อยลง

การออกกำลังช่วยป้องกันและรักษาโรคอ้วนได้ ไม่แต่เพียงเพิ่มการใช้พลังงานขึ้นเท่านั้น หากยังปรับแต่งการส่งสัญญาณของความอิ่มขึ้นใหม่ ช่วยลดการกินให้น้อยลง.

ค้นพบยาอายุวัฒนะ เป็นอาหารบำรุงกล้ามมัดโตนักเพาะกาย    

นักวิทยาศาสตร์เมืองมะกะโรนีเชื่อว่า ค้นพบยาอายุวัฒนะ ซึ่งมนุษย์ พยายามแสวงหากันมาตลอดชีวิต มันเป็นกรดอะมิโนผสมน้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของโปรตีน

ดร.เอนโซะ นิสอยล์ มหาวิทยาลัยมิลานกับคณะกล่าวแจ้งว่า ในการทดลองเลี้ยงหนูด้วยน้ำผสมด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ปรากฏว่า มันจะมีอายุยืนกว่าเพื่อนหนูที่กินอาหารธรรมดาได้ร้อยละ 12 แถมยังมีความแข็งแรงสมบูรณ์ และความแคล่วคล่องว่องไวเหนือกว่าด้วย Sh Al La Fo Am Bu Fo แต่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ จึงควรจะทดลองกับคนไข้จำนวนมาก เพื่อจะได้มีหลักฐานเพียงพอ จนวงการแพทย์จะให้การรับรองได้

วารสารวิชาการ เซลล์และไฟธาตุ ได้รายงานว่า ดร.เอนโซะได้เขียนแจ้งในเอกสารว่า การศึกษาของเราทำให้มีเหตุผลพอที่จะสำรวจบทบาทของกรดอะมิโน ในการป้องกันและควบคุมโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราของมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บรรดานักเพาะกายมักจะชอบซื้อกรดอะมิโนมากิน เพื่อจะบำรุงกล้ามเนื้อของตน.

เก้าอี้อัจฉริยะ คอยปลุกเจ้าของไม่ให้ นั่งนานจนปวดหลัง    

อีกไม่นาน เราจะมีเก้าอี้อัจฉริยะนั่งทำงานกัน ซึ่งจะคอยเตือนไม่ให้นั่งจุมปุ๊กอยู่นานเกินควรจนปวดหลังปวดไหล่ เหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเมืองเบียร์ นายริสโต โคอิวา ได้คิดประดิษฐ์ เก้าอี้อัจฉริยะ ขึ้นหลังจากทำการค้นคว้าเรื่องการแจ้งข้อมูลด้วยเสียง กับคณะของมหาวิทยาลัยบิลเฟลด์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมัน เขาเปิดเผยว่า เก้าอี้ของเขาจะมีตัวตรวจจับอยู่ตรงเบาะนั่ง 4 ตัว กับที่พนัก 4 ตัว เพื่อจะตรวจจับว่านั่งกันอย่างไร ข้อมูลที่วัดได้จะส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านทางหน่วยวัดบลูทูธ

ถ้าหากเก้าอี้จับได้ คนนั่งนั่งผิดท่า หรือนั่งจมอยู่นานเกินไปแล้ว มันก็จะร้องให้รู้ว่า ถึงเวลาควรจะเปลี่ยนท่าใหม่บ้าง เขากล่าวต่อว่า เดิมทีคิดออกแบบเพื่อให้เป็นเก้าอี้ในสำนักงาน แต่อาจจะใช้ได้ทั่วไป เช่น ตามห้องเรียน หรือในสำนักงานใหญ่ๆ เพราะผู้เชี่ยวชาญต่างเล็งเห็นว่า เก้าอี้อาจเป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมในการทำงานอย่างเหมาะสมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง.