Wednesday, August 12, 2015

เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้

ร่างกายคนเรานั้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาครับ เพราะในร่างกายเรามีระบบและกลไกการทำงานต่าง ๆ มากมาย ที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างที่ใกล้ตัวซึ่งเราต้องใช้มันทุกวัน แต่อาจลืมนึกถึงก็คือระบบเสียง

เสียงนั้นมาจากไหน ทำไมเราจึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา เป็นประเด็นใกล้ตัวที่น่าสนใจ ผมจึงได้นำเรื่องราวมาพูดคุยในฉบับนี้ โดยได้รับข้อมูลความรู้ดี ๆ จาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมยศ คุณจักร หน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า คณะแพทย ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ที่ตนเองสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เป็นเพราะกล่องเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะเสียงจะเปล่งออกมาได้ รวมถึงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ ต้องอาศัยอวัยวะหลายส่วนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อที่ช่องอก, กล้ามเนื้อกระบังลม, ซี่โครง, ปอด, หลอดลม, สายเสียง, กล่องเสียง, ฝาปิดกล่องเสียง, หลอดคอ, ช่องคอหอย, ลิ้น, ฟัน, ริมฝีปาก และจมูก อวัยวะเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเสียงโดยทั้งสิ้นครับ

เมื่อลมออกมาจากปอด ผ่านหลอดลม ผ่านกล่องเสียง จะมีฝาปิดกล่องเสียงเปิด-ปิด เป็นจังหวะในความถี่ที่สูงมาก ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า บริเวณกล่องเสียงจะมีอวัยวะที่เรียกว่าสายเสียงอยู่ ซึ่งสายเสียงจะทำงานโดยอาศัยกล้ามเนื้ออย่างน้อย 5 คู่ ทำหน้าที่ในการทำให้สายเสียงนั้นตึง–หย่อน, หนา–บาง หรือเปิด–ปิด ทำให้เสียงของคนเราแต่ละคนนั้นมีความทุ้ม–แหลมแตกต่างกันไป...ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สายเสียงนี้ลักษณะก็เหมือนสายกีตาร์ โดยเส้นใหญ่จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำ ส่วนเส้นเล็กให้เสียงสูง-แหลม เมื่อใดก็ตามที่สายกีตาร์หย่อนเสียงก็จะทุ้ม–ต่ำ แต่ถ้าเราตั้งสายกีตาร์ให้มีความตึงมาก ๆ เสียงก็จะแหลมขึ้นสูงขึ้น สายเสียงของคนเราก็เช่นเดียวกัน ที่แน่นอนว่าสายเสียงของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเพศหญิงและเพศชาย ส่งผลให้โทนเสียงมีลักษณะแตกต่างกันด้วยครับ

สังเกตได้ว่าในวัยเด็กเสียงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยแตกหนุ่ม-สาว น้ำเสียงหรือโทนเสียงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติครับ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกล่องเสียงรวมถึงอวัยวะที่ก่อให้เกิดเสียงโดยรวม ส่งผลให้โทนเสียงเกิดการเปลี่ยนแปลง

แต่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะเสียงแหบแห้ง–เสียงหาย ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ไม่ว่าจะเป็นจากอาการหวัด, การใช้เสียงมาก ๆ และยังพบได้ว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุก็มักจะมีเสียงแหบพร่าและเสียงเปลี่ยนไปด้วย สาเหตุของเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน

1. เสียงแหบ-เสียงเปลี่ยน จากอาการหวัด เนื่องมาจากการอักเสบบริเวณกล่องเสียงหรือสายเสียง แม้จะเป็นการอักเสบเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลกระทบถึงคุณภาพเสียงเป็นอย่างมาก โชคดีที่รักษาไม่ยาก หรือถึงแม้ไม่รักษามันก็สามารถจะหายเองได้ และกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ครับ แต่ในกรณีที่ 2 อาทิตย์ผ่านไปแล้วยังไม่หาย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากหวัดจริงหรือไม่

2. เสียงเปลี่ยนในวัยสูงอายุ อันเนื่องมาจากสายเสียงเกิดการหย่อนตามสภาพของร่างกาย สายเสียงทั้งสองข้างจึงมาสบกันไม่สนิท ทำให้เสียงพร่า แหบแห้ง ไม่มีพลัง ซึ่งสามารถทำการรักษาได้โดยการฉีดสารเข้าไปที่สายเสียง ให้สายเสียงตึงและสบกันดีขึ้น เสียงก็จะดีขึ้น โดยสารที่ใช้ฉีดนั้นมีหลายชนิด ทั้งไขมัน, สารเติมเต็ม รวมถึงการฉีดสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด แต่ข้อเสียของการผ่าตัดคือคนไข้จะมีแผลบริเวณลำคอ ส่วนวิธีการฉีดนั้นคนไข้จะไม่มีบาดแผล

3.ตุ่มที่สายเสียง สำหรับอาชีพที่ต้องใช้เสียงอย่างมาก อย่างอาชีพครูและนักร้อง มักจะเกิดตุ่มบริเวณสายเสียง ซึ่งตุ่มนี้จะทำให้สายเสียงทั้ง 2 เส้นไม่สามารถเข้ามาชิดกันได้เป็นปกติ ทำให้เสียงแหบแห้งไป ตุ่มเหล่านี้เกิดมาจากการใช้อวัยวะในการออกเสียงทั้งหลายไม่ถูกต้อง ซึ่งตุ่มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดด้วยมีด หรือใช้เลเซอร์ตัดออก ช่วยให้เสียงกลับมาเป็นปกติได้

4. เนื้องอกบริเวณสายเสียง (ไม่ใช่มะเร็ง) โดยเนื้องอกดังกล่าวจะไปค้ำอยู่ระหว่างสายเสียงทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้เสียงแหบหรือเสียงหายไป คนไข้มักจะมีลักษณะของเสียงเหมือนเสียงหายใจ แต่ไม่มีเสียงเปล่งออกมา Da Mi Br Ip Do El Iv ซึ่งเนื้องอกดังกล่าวนี้สามารถรักษาได้เช่นเดียวกับตุ่มที่สายเสีย

5. มะเร็งที่สายเสียง และมะเร็งที่กล่องเสียง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบหายไป ในคนไข้รายที่มีความรุนแรงของโรคน้อยอาจผ่าตัดเอาเฉพาะสายเสียงออกเท่านั้น แต่ในกรณีมะเร็งลุกลามมาก ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออก อาจจะเอาออกเพียงบางส่วนหรือเอาออกทั้งหมดก็แล้วแต่ความรุนแรงของโรคของคนไข้แต่ละราย

นอกจากกรณีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเสียงเปลี่ยนได้อีก เช่น ในคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ก็จะส่งผลให้สายเสียงข้างหนึ่งไม่ทำงาน ทำให้เสียงแหบเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเสียงที่เปลี่ยนในกรณีนี้สามารถเกิดได้ทั้งแบบชั่วคราวคือสามารถกลับมาเป็นเหมือนปกติได้ แต่บางคนก็อาจเกิดเสียงเปลี่ยนอย่างถาวรไปได้

หรือในกรณีที่ผู้ชายได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น กรณีแปลงเพศ ก็อาจทำให้เสียงเปลี่ยนเป็นเสียงสูงได้เช่นกัน แต่ก็ไม่มาก และยังพบได้ในผู้ที่ทำการผ่าตัดไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดไปโดนเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงกล่องเสียง ทำให้สายเสียงไม่ทำงาน เสียงแหบ

นอกจากนี้ยังมีโรคบางโรคที่เกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมน เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ส่งผลให้เสียงแหบพร่า และเบาต่ำลงได้เช่นกัน

ในส่วนของการรักษาด้วยการผ่าตัด หลายท่านอาจสงสัยว่าในกรณีใดควรเลือกใช้มีด หรือกรณีใดควรเลือกใช้เลเซอร์ เรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ขึ้นยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ใช้งานแต่ละท่าน แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกใช้มีด หากบริเวณที่ต้องการผ่าตัดอยู่ใกล้สายเสียง เพราะเลเซอร์นั้นมีความร้อน ถ้าพลาดไปโดนสายเสียง อาจทำให้เสียงแหบและหายไม่เป็นปกติ และหลังการผ่าตัดไม่ว่าด้วยวิธีใด คนไข้จำเป็นต้องงดการใช้เสียงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ครับ

ในกรณีแปลงเพศแล้วหากต้องการเปลี่ยนเสียงโดยจำเป็นกับอาชีพใหม่ ก็อาจปรึกษาดูได้เช่นกัน

ข้อมูลที่ผมนำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้หลาย ๆ ท่านตระหนักว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เสียงแหบแห้ง เสียงสูง-ต่ำ ผิดไปจากที่เคยเป็น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกายได้ ยิ่งถ้าเสียงแหบนานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ ซึ่งแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือแพทย์หู คอ จมูก อย่าคิดว่าเสียงแหบ–เสียงเปลี่ยน เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันอาจไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป.

No comments:

Post a Comment