การรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ เป็นวิธีที่ได้ยินบ่อยขึ้นระยะหลัง ความมหัศจรรย์ของมันถูกพูดถึงใหญ่โต ราวกับมนุษยชาติได้ค้นพบน้ำพุแห่งชีวิต
บ้างคุยว่าจะเอาไปชุบชีวิตเซลล์สมอง บ้างบอกเอาไปสู้กับเบาหวาน บ้างบอกเอาไปทดแทนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายด้าน และยังอีกสารพัดโรคร้าย
เท็จจริงเป็นอย่างไร
ผศ.พญ.กลีบสไบ สรรพกิจ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ศิริราชพยาบาลให้ความชัดเจนว่า สเต็มเซลล์ หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นเซลล์ตัวอ่อนของเลือดที่จะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดเลือด โดยการเพิ่มจำนวนตัวเองได้เรื่อยๆ รวมถึงพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นเซลล์ที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เซลล์ตับ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน หรือระบบต่างๆ
จริงๆ แล้วร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์อยู่ทั่วร่างกายมากน้อยต่างกัน แต่สเต็มเซลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับในด้านการรักษาโรคในขณะนี้คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูก ซึ่งสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นได้ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดตลอดเวลาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศิริราชพยาบาล แจงสี่เบี้ย
ความสามารถพิเศษของสเต็มเซลล์เป็นเหตุให้ทางการแพทย์สนใจและเกิดความคิดว่าน่าจะนำมาใช้ในการรักษาโรคได้อีกหลายโรค
แหล่งที่มาของเซลล์ต้นกำเนิด แบ่งได้ 2 ทาง ได้แก่ เซลล์ต้นกำเนิดของตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ได้จากไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิช่วง 7 วันแรก เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนแบบนี้สามารถแบ่งตัวเป็นอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ
ชนิดที่สองคือเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อเฉพาะ มีความสามารถในการแบ่งเซลล์เป็นเซลล์ที่จำเพาะหรือพัฒนาเป็นอวัยวะเดียวกับที่ดูดเก็บสเต็มเซลล์มา เช่น เซลล์จากสมอง เลือด กระจกตา จอตา หัวใจ เซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อโพรงฟัน ผิวหนัง กล้ามเนื้อลาย ลำไส้ เส้นเลือด ไขกระดูก เป็นต้น
ปัจจุบันการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรคเลือด อยู่ในขั้นตอนการวิจัยทั้งสิ้น ส่วนการรักษาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แล้วได้แก่ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว Ji
Dk
In
Ar
Em
Go
Ha
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดโลหิตชนิดอื่นๆ โรคโลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อเท่านั้น
ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ หัวหน้าหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การใช้สเต็มเซลล์รักษาขณะนี้มีเพียง 2 รูปแบบเท่านั้นได้แก่ การใช้สเต็มเซลล์จากระบบเลือดในการรักษาโรคเลือด และการใช้สเต็มเซลล์จากระบบเลือดหรือระบบอื่นๆ รักษาโรคอื่นๆที่ไม่ใช่โรคเลือดซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเป็นส่วนใหญ่
โรคที่ทางการแพทย์ยอมรับแล้วว่าสามารถใช้สเต็มเซลล์รักษาได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หรือลิวคีเมีย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งของไขกระดูก ไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรงที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ และไขกระดูกผิดปกติชนิดอื่น ธาลัสซีเมีย โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมะเร็งในเด็กบางชนิด
สเต็มเซลล์มีการใช้ในวางการแพทย์มากขึ้น ตั้งแต่ปี 2523-ปัจจุบัน โดยผลที่ตามมาหลังจากมีการนำไปใช้ในการรักษาคือ มียอดผู้บริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมียอดอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 95,356 ราย โดยมีอาสาสมัครที่ได้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตไปแล้ว 79 ราย จากยอดผู้รับบริจาค 1,066 รายจากทั่วโลก
สำหรับคนที่ป่วยเกี่ยวกับโรคเลือดและสนใจรักษาด้วยสเต็มเซลล์ หัวหน้าหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูก จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำว่า ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่หากมีการเชิญชวนให้มีการรักษาด้วยเทคนิคดังกล่าว ต้องศึกษาอย่างเข้าใจว่าเป็นงานวิจัยหรือว่าเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สเต็มเซลล์ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างวิจัย สถานพยาบาลไม่ควรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากคนไข้
ผู้ชายใจดีตอนเย็น ฤกษ์เจ้านายใจดีกับลูกน้องอยู่ตอนบ่ายโมง
การสำรวจความคิดเห็นของเมืองน้ำชา ทำให้ล่วงรู้ถึงความลับของลูกผู้ชายว่า จะใจอ่อนกับผู้หญิงมากที่สุด เมื่อตอนเวลาเลย หกโมงเย็นไปแล้ว โดยเฉพาะกับภริยา ไม่ว่าจะถูกใช้ให้ไปเทขยะ หรือให้พาไปเที่ยวช่วงตอนสุดสัปดาห์ อันหวานชื่น อย่างไรก็ตาม การสำรวจซึ่งทำโดยบริษัทยาและยาคุมกำเนิดยักษ์ ไบเออร์ เชอริง ฟาร์มา กับชายหญิงไม่ ต่ำกว่า 1,000 ราย ยังเห็นใจผู้ชายคนกลัวเมียทั้งหลาย โดยให้คำแนะนำว่า อย่าคิดไปโต้เถียงเอาชนะคะคานกับภริยาตอนช่วงบ่ายๆ โดยเฉพาะเวลาบ่าย 3 โมงเป็นอันขาด เพราะเป็นเวลาฤกษ์ที่ยอมหักไม่ยอมงอของเธอ ส่วนพนักงานลูกน้องทั้งหลายนั้น หากอยากจะร้องขอต่อหัวหน้าหรือเจ้านายด้วยเรื่องใด แม้กระทั่งขอเงินเดือนขึ้น ควรจะเข้าไปหาเมื่อเวลาบ่ายโมง เพราะจะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่จะอ่อนข้อกับข้อเรียกร้องมากที่สุดผู้ให้ความเห็นมากถึงร้อยละ 86 ต่างเผยว่า รู้ดีถึงอารมณ์ดีอารมณ์เสียของมนุษย์ แต่มีเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งดี ที่ทันคิดใช้มันให้เป็นประโยชน์ จิตแพทย์อีวี เบนท์ลีย์ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ส่อว่า หากเราจับจังหวะชีวิต หรือจังหวะตามธรรมชาติของร่างกายได้ เราอาจจะได้ในสิ่งที่เราต้องการบ่อยขึ้น
No comments:
Post a Comment