Wednesday, August 12, 2015

สารตะกั่วทำลายสมองเด็ก

สารตะกั่ว ภัยร้ายที่อยู่รอบตัวเด็ก อยู่ในสีทาบ้าน ของใช้ ของเล่นเด็ก เมื่อได้รับจะส่งผลเสียต่อร่างกายและสติปัญญา ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เป็นภัยใกล้ตัวอีกอย่างที่หลายคนอาจมองข้าม สำหรับพิษสารตะกั่วที่มากับสีทาบ้าน ของใช้และของเล่นเด็ก

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงสารตะกั่วที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเด็กเล็กว่า เนื่องจากเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ถึงร้อยละ 50 ในขณะที่ผู้ใหญ่ดูดซึมได้เพียงร้อยละ 10-15 ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ประกอบกับพฤติกรรมของเด็กที่ชอบเล่นตามพื้นดิน ไม่ล้างมือ ดูดนิ้วหรือหยิบของเข้าปาก ทำให้มีโอกาสได้รับพิษตะกั่วมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า

ทั้งนี้เมื่อเด็กได้รับสารพิษจากตะกั่วเข้าไปแล้วจะส่งผลเสียอย่างชัดเจนต่อร่างกายและระดับสติปัญญา โดยเฉพาะสมองที่กำลังพัฒนาจะไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติได้ทำให้ ไอคิวต่ำ และถ้าได้รับในปริมาณสูงจะมีผลต่อสมอง ตับ และไต ทำให้มีอาการซีด ชัก และเสียชีวิต นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสสารตะกั่วมีความเสี่ยงสูงที่จะแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือลูกมีน้ำหนักตัวน้อย

หนึ่งในแหล่งสารตะกั่วใกล้ตัวเด็กคือ สารตะกั่วในสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีที่นำมาทาอาคารภายใน เครื่องเล่น ของเล่นเด็ก ตลอดจนของใช้ของเด็ก เมื่อสีมีการหลุดร่อนจะมีการปนเปื้อนผงฝุ่นตะกั่วร่วมด้วย และหากเด็กสัมผัสผงฝุ่นเหล่านั้นหรือหายใจเข้าไปจะได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย

ดังนั้นข้อแนะนำในการดูแลเด็กให้ห่างไกลพิษสารตะกั่วเบื้องต้นคือ เลือกใช้สีน้ำทาภายในตัวบ้านแทนการใช้สีน้ำมัน สีที่ใช้ควรมีปริมาณตะกั่วไม่เกิน 90- 100 ppm ดูแลไม่ให้เด็กเล่นเครื่องเล่นของเล่นที่สีหลุดร่อน ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหารและก่อนรับประทานอาหาร ตลอดจนดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้ นมสด Tr Bu Pa L Ro Fo Ni ปลาเล็กปลาน้อย เนื้อแดง เพราะสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารตะกั่วได้น้อยลง

ขณะนี้กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ได้วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย ทำการสำรวจสถานการณ์การสัมผัสสารตะกั่วในเด็กเล็กอายุ 9-24 เดือน ที่อาศัยอยู่ในบ้านจากทุกภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การศึกษาปัญหาของสารตะกั่วในสีทาบ้านที่มีผลต่อสุขภาพเด็ก คาดว่าจะเริ่มทำการสำรวจในเดือนธันวาคม 2556 - กุมภาพันธ์ 2557

ห้ามใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็กแห่งญี่ปุ่น (Japan Pediatric Association) ออกมาเตือนว่า การใช้สมาร์ทโฟนเป็นพี่เลี้ยงเด็กอาจส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาจิตใจและร่างกายของเด็ก และจะเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาในเดือนหน้า เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่สอนความรู้ใหม่จากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการดูแลเด็กๆ

ทั้งนี้ จากกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนทำให้มีการนำแอพพลิเคชั่น โดยพุ่งเป้ามาใช้กับเด็กเล็กมากชึ้น เช่น ภาพหนังสือ ปริศนา ซึ่งบางแอพมีการดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง ผู้ปกครองบางคนให้สมาร์ทโฟนกับเด็กเพื่อใช้เล่นกับบางแอพหรือดูวีดิโอการ์ตูนและทิ้งไว้ตามลำพัง

นายฮิโรมิ อุตซูมิ ผู้อำนวยการบริหารสมาคม ได้ออกมาเตือนว่า การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและเด็กเสี่ยงต่อการสูญเสียจากการพึ่งพาสมาร์ทโฟน เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาทางร่างกายและสมอง และยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการทำงานของมือและการสัมผัสทั้ง 5

จากความกังวลดังกล่าวทางสมาคมจึงมีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลี่ยงการโชว์สมาร์ทโฟนให้เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ หรือให้เด็กเล่นกับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจาก สถาบันการวิจัยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาบีเนส (Benesse Educational Research and Development Institute) ที่ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เผยว่า ร้อยละ60 ของคุณแม่ของเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนจำนวน 3,000 คนมีสมาร์ทโฟน และร้อยละ 80 ของคุณแม่เหล่านี้อยู่ในวัยไม่เกิน 29 ปีมีสมาร์ทโฟนใช้

ด้าน ทาคามิตซุ มัตสุไดระ ประธานสมาคมแห่งนี้ ได้กล่าวว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกตามลำพังมักใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แต่ตนต้องการให้ยึดเรื่องการสัมผัสและพูดคุยโดยตรงกับเด็กไว้เป็นสิ่งสำคัญ

No comments:

Post a Comment